เรื่องหลอนๆ หลังความตาย ผมแปลกไป

เรื่องผี
เรื่องหลอนๆ หลังความตาย ผมแปลกไป

เชื่อว่าผู้อ่านหลายๆท่านคงงง ว่าไอ้นี่แปลกอะไรว่ะ ผมบอกก่อนเลยนะว่าผมไม่ได้บ้าสติดีพร้อมทุกอย่างเลย เอาหล่ะมาเข้าเรื่องเกี่ยวกับตัวผมเลยดีกว่า ปัจจุบันผมอายุ 22 ปี พึ่งจบปริญญาตรี กำลังรอรับปริญญา ผมเป็นลูกคนจีน มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน พี่ชายหนึ่ง น้องสาวหนึ่ง แต่จริงๆผมมีฝาแฝดด้วยแต่เขาตายไปตอนเกิดได้ไม่กี่ชั่วโมง ตั้งแต่จำความได้ผมมักจะมีสิ่งที่แปลก (ใช้คำนี้ดีแล้ว เพราะมันไม่ได้ดีหรือวิเศษณ์อะไร) คือมักจะได้ยินเสียงคนพูด บางครั้งก็ซุบซิบ บางครั้งก็พูดออกมาเหมือนปกติ บางครั้งมันก็จะเป็นเสียงลากยาวๆ อันที่ฟังแล้วขนลุกนั่นแหละ มันเป็นแบบนี้อยู่ตลอด นอกจากนี้ยังมองเห็นสิ่งแปลกๆ ไม่ใช่เห็นตลอดแต่นานๆครั้ง อันนี้พอรับได้เพราะไม่บ่อย สิ่งที่เห็นมักจะเป็นคล้ายๆ ออร่าเป็นสีขาวจนถึงทอง หรือไม่ก็หม่นๆจนถึงดำ มีสองโทนนี่แหละมันจะออกมาจากตัวของทุกคนๆ คงรู้นะครับว่าโทนไหนดีโทนไหนร้าย




ผู้สนับสนุน

          เริ่มต้นว่า ตอนเด็กๆผมป่วยบ่อยมาก อุบัติเหตุนี่โคตรเยอะ ตกบันไดจากชั้นสองมาชั้นหนึ่ง ไฟดูดเป็นว่าเล่น และมักจะมีพวกสัตว์คอยทำร้าย บอกเลยว่าเกือบทุกชนิดโคตรแปลก ตั้งแต่สัตว์มีพิษ งู แมงป่อง ตะขาบ เคยเจอมาหมด แต่ยังไม่โดนกัด ถึงขนาดนอนอยู่ในมุ้งชั้นสอง แมงป่องยังตามมาได้ มาได้ไงก็ไม่รู้ สุนัขที่โคตรเชื่องไม่เคยเห่า ผมยังโดนมันไล่กัด แต่มีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่มันชอบผมมาก เรียกได้ว่าไม่ต้องเรียกมันจะเข้ามาหา ทั้งที่ไม่เคยเจอ เดาสิว่าครับว่าเป็นตัวอะไร   มันคือแมว  นั่นเอง ก็ไม่รู้เหมือนกันอยู่กับแมวแล้วจะรู้สึกสงบและเย็นมากๆ เรื่องสัตว์นี่ผมพอละดีกว่า มันไม่น่าสนใจเท่าไหร่

          ผู้อ่านรู้จักเดจาวูหรือปล่าว ที่แบบการเห็นภาพเหตุการณ์แล้วเรารู้สึกว่ามันเคยเกิดขึ้นมาแล้วหนะ ผมก็เห็นมันเหมือนกัน โดยส่วนมากมันจะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความตายแทบทั้งสิ้น ถ้ามันเห็นหวยได้นะผมรวยไปนานล่ะ เห็นครั้งแรกตอน ป.5 หรือ ป.6 นี่แหละตอนนั้นผมกำลังเล่นกับเพื่อนๆอยู่ที่สนามเด็กเล่น (ยังเล่นพวกชิงช้าอยู่ ไม่รู้จักโต) ผมก็เห็นเพื่อนผู้หญิงผมคนหนึ่งเขาเดินมา ผ่านๆนะไม่ใช่เดินมาหาผม ผมก็สังเกตเห็นบางอย่าง ออร่านั่นแหละครับโทนนี่ออกเทาๆ แต่ไม่ถึงกับดำเราเลยเดินไปหา เพราะคิดว่าเขาคงป่วย ถามว่าเป็นอะไรรึปล่าว ดูเศร้าๆ มันก็บอกสบายดี บอกว่าเรานั่นแหละที่แปลกมันก็ร่าเริงของมันตามปกติ ตอนนั้นเองมันเหมือนกับเวลาหยุดไปแปปหนึ่ง ผมมองเข้าไปในตา เห็นเพื่อนมันร้องไห้ ใส่ชุดสีดำ ผมคิดงานศพแน่ๆ ตอนนั้นเพื่อนมันก็ถามเป็นไรปล่าว อยู่ๆก็นิ่งไป ผมก็ไม่ได้บอกอะไรมันนะผมพูดว่า

“เสียใจด้วยนะ”

ผมก็งงตัวเองเลยแหละมันหลุดปากไปเอง แล้วผมก็เดินออกมา เพราะคิดว่ามันคงไม่จริงหรือว่าคิดไปเอง แต่หลังจากนั่นซักวันสองวันนี่แหละไม่เกินอาทิตย์ ยายของเพื่อนก็ตายเนื่องจากอุบัติเหตุ ผมก็ตกใจเพราะภาพที่ผมเห็นเพื่อนในชุดสีดำท่าทาง และตำแหน่งที่อยู่มันเหมือนกับที่เราเห็นแบบเป๊ะมากๆ หลังจากนั้นมันก็มาถามว่าที่เราพูดไปวันนั้นคืออะไร เราก็บอกว่าเราเห็นอะไร หลักจากนั้นเพื่อนผมมันก็ออกอาการกลัวๆ กับสิ่งที่อธิบายไม่ได้นี้ เรื่องราวสมัยประถมที่โรงเรียนนี้ยังไม่หมด ผมมักจะเห็นผู้หญิงแก่ที่เนินดินหลังโรงเรียน (อยู่ในรั้วโรงเรียน) แก่จะมาคอยดูเด็กเวลาที่ปลูกผักในแปลงเกษตร คุณยายจะใส่เสื้อสีแดงลายดำเรียกว่าลายตาข่ายสองสีนี้ละกัน แต่ยายแก่ท่อนล่างดูลางๆ แน่น่อนละว่าไม่ใช่คน แต่แก่ไม่เคยทำอะไร ผมก็ไม่บอกใคร ทุกวันนี้ผมไม่เห็นแกแล้ว เวลาไปเที่ยวโรงเรียนประถม ผมก็ยังสงสัยใครว่ะ สุดท้ายก็ได้รู้ตอนไปเที่ยวบ้านเพื่อนว่าเป็นยายหรือย่าของเพื่อนคนหนึ่งนี่แหละ คู่ยายหลานนี้ติดกันมาก แก่เสียไปได้ตอนมันอยู่ซัก ป.3 หรือ ป.4 นี่แหละ ผมว่าเพราะห่วงหลานนั่นแหละเขาเลยมาเฝ้าดู แต่แปลกนะผมเห็นแก่แค่ที่แปลงผัก ในห้องเรียน หรือสนามบอล ไม่ยักจะเห็นแก เรื่องสมัยประถมพอแค่นี้ดีกว่าครับ

          พอผมได้เข้ามัธยมเรียกว่าวัยดื้อวันซนที่สุดละ ติดเพื่อนติดพี่แถวๆบ้าน มักจะเข้าป่าหลังหมู่บ้านไปเก็บผลไม้พวกลำไย มะม่วง ลิ้นจี่ และก็ตกปลาว่ายน้ำเล่น จนเป็นปกติ แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่พลิกผันชีวิตผมเลยหละ จมน้ำครับ มันเป็นแอ่งน้ำครับไม่ยาวมาก สัก 10 เมตรเอง แต่ลึกนี่ใช้ได้เลยก็มันยังเด็กอะนะ ผมก็ไปเล่นน้ำกับพี่ๆเพื่อนผู้ชายแถวๆบ้านซัก 11 นาฬิกานี่แหละ ใกล้เที่ยงแล้ว ผมก็เล่นน้ำอยู่ดีๆ เล่นที่ว่าคือ ดำหาของในน้ำ ไม่ใช่อะไรหรอกครับก้อนหินนี่แหละแข่งกัน ผมก็เล่นไปตามปกติ ปรากฏว่าจมครับ ไม่ใช่ผมนะ เป็นน้องอีกคนทุกคนก็ตกใจเลยรีบดำลงไปช่วย ซักพักก็พาขึ้นมาได้ แต่ผมยังไม่ทันขึ้นจากน้ำผมก็โดนมือปริศนาครับ ไม่ใช่ตะคริวนะ ลากผมลงน้ำ ต้องบอกก่อนว่าน้ำในแอ่งไม่ได้ขุ่นหรือมีตะกอนนะ ใสมากแต่พออยู่ใต้น้ำมันก็จะมืดลงเรื่อยๆ แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดลงผมก็ได้เห็นอะไรบางอย่างผมว่าน่าจะ ผีพราย ตามความเข้าใจของผมนะ ผมไม่ได้เห็นหน้าตามันหรอกแต่ผมมันยาวและปิดหน้าอยู่ ตัวสีอะไรไม่รู้ อาจเพราะอยู่ใต้น้ำจึงมองเห็นเป็นสีเขียว ตอนที่ทุกอย่างกำลังจะมือลงพร้อมกับแสงจากผิวน้ำมีคำๆหนึ่งดังอยู่ในหัว

 “กูสบายแล้ว”

หลังจากนี้ทุกคนคิดว่าจะเกิดอะไรต่อละครับ แน่นอนครับว่าผมลืมตา แต่มันไม่ใช่ที่เดิมครับ ผมจำความรู้สึกไม่ได้หรอกนะว่าร้อนหรือเย็น แต่ผมอยู่อีกสถานที่หนึ่ง อธิบายคือที่ราบระหว่างภูเขาที่ตีขนาบทั้งสองข้าง พื้นดินเป็นทรายละเอียดสีดำ ท้องฟ้าสีแดงออกส้ม ต้นไม้ยืนต้นตายพร้อมกับมีเสาแกะสลัก 2 ต้น จะว่าแกะสลักก็ไม่ใช่เพราะมันประกอบด้วยหัวกะโหลกอัดอยู่ในสา โดยที่ข้างบนมีนกอะไรก็ไม่รู้เกาะอยู่ รอบๆข้างผมก็จะมีผู้คนมากมาย ทุกคนดูปกติมาก ไม่ได้น่ากลัวอะไรนะ ทุกคนใส่ผ้าดิบสีน้ำตาล และกำลังเดินผ่านเสาทั้ง 2 ต้น ในตอนที่ผมกำลังจะก้าวผ่านเสานั่นเอง ก็มีผู้ชายร่างสีดำ (ไม่แดงนะ) คล้ายๆว่าจะมีฝุ่นปลิวออกจากตัวเขาตลอด เขามาพร้อมกับสุนัข ไม่สามหัวนะครับ แต่ตัวใหญ่มาก มี 3 ตัว ทุกคนคงคิดว่าเขาจะพูดประมาณ ยังไม่ถึงที่ตายกลับไปซะใช่ไหมหล่ะ เสียใจครับเขาไม่ได้พูดอะไรหรอก แล้วตอนนั้นก็มีแสงสว่างข้างหลังเขาผมก็ถูกดูดเข้าไป แต่มันไม่ง่ายนะสิ มีตัวอะไรก็ไม่รู้ไม่ใช่คน เกาะขาผมมาด้วย ทันใดนั้นผมก็ตื่นขึ้นมาไม่ใช่ที่ไหนหรอกแอ่งน้ำนั่นแหละ พร้อมกับเพื่อนๆที่ตกใจด้วยดีใจด้วย มันบอกว่าผมไม่หายใจนอนนิ่งได้แปปหนึ่งแล้ว และกำลังให้เพื่อนไปตามพวกผู้ใหญ่มาดู ตอนนั้นรู้สึกว่าแปลกมาก เพราะเวลาที่ผมจมจนถึงตื่น มันน่าจะนานหลายชั่วโมง แค่นั้นยังไม่พอ ผมยังรู้สึกดีมีแรง ไม่รู้สึกแย่ซักนิดทั้งๆที่เพิ่งจมน้ำ พอพวกผู้ใหญ่มาถึงพวกผมก็โดนด่าว่ามาเล่นอะไรกัน มันอันตราย ดีนะที่ไม่เป็นอะไร พวกเพื่อนผมก็โล่งอกเพราะเกือบมีเพื่อนตายซะแล้ว ผู้อ่านลืมอะไรไปรึปล่าว ตัวอะไรที่มันเกาะขาผมมากัน?




ผู้สนับสนุน

หลังจากนั้นผมก็เจอเรื่องเศร้าๆ มาโดยตลอด ไม่ใช่โดนแฟนทิ้งนะ และเป็นคนใกล้ตัวที่ทิ้งไปแบบไปตลอดกาลอ่ะ หลังจากจมน้ำครั้งนั่น ผมรู้สึกแปลกมากๆ เพราะมันเริ่มมองเห็นไอ้ที่เขาเรียกว่าผีได้ด้วย ฟั๊กกก...ไม่อยากเห็นเลย เจอแบบบ่อยมาก กลางวันก็เจอ กลางคืนก็เจอเป็นแบบนั้นอยู่พักหนึ่ง เจอครั้งแรกตอน ม.1 นี่แหละหลังจากที่ประสบกับการจมน้ำได้ซักอาทิตย์ พี่ที่รู้จักก็ตายเพราะจมน้ำด้วยเหมือนกัน ผมก็ไปงานศพพี่เขา ก็เห็นแหละเขานั่งอยู่ข้างๆโลงตัวนี่เปียกโชกแต่พื้นไม่เปียกนะ ผมก็ทำเฉยๆ พี่เขาก้มหน้าอยู่ ไม่ทักกันนี่แหละดีแล้ว ต่อมาก็ตอนเข้าค่ายพุทธบุตรอ่ะ เชื่อว่าหลายๆคนเคยเข้ามาหล่ะ ไอ้ที่เอาพระมาสอนหลักธรรมอ่ะ สอนเรื่องบุณคุณพ่อแม่อะไรประมาณนั้น เรื่องมันก็เริ่มที่พระนี่แหละ มองหน้าพระหรือเณรไม่ได้ มันจะกลัวและตัวสั่น มันแปลกมากเพราะตอนเด็กผมก็เคยบวช พี่ของตาก็เป็นหลวงพ่อของวัดใกล้ๆบ้าน ที่ผมมักจะไปขอขนมกินเป็นประจำ บอกเลยว่าการเห็นพระเป็นอะไรที่กลัวมาก ตอนเข้าค่ายนี่โคตรรทรมาณ เพราะบทสวดอ่ะมาเต็ม ผมนี่ถึงขั้นชัก แต่เขาคงคิดว่าเครียดเพราะสะเทือนใจเพราะสอนเรื่องบุญคุณพ่อแม่ แต่มันไม่ใช่ บทสวดล้วนๆ เข้าค่าย 3 วัน 2 สอง เจอทั้ง 2 คืน คืนแรกเจอผู้หญิงที่เรือนไม้โบราณในโรงเรียนเป็นบ้านเรือนไทยอ่ะ เขาอนุรักษณ์เอาไว้ทำไมผมก็ไม่เข้าใจ ในตัวบ้านอ่ะมีครบ ที่นอน หมอน ผ้าห่ม ในครัวก็มีหม้อ เตาไฟ ครบทุกอย่างพูดง่ายๆ ใครจะเอามาทำเป็นบ้านนี่ได้เลยอ่ะ ตอนที่ผมเห็นเป็นตอนดึกแล้ว 4 ทุ่มมั้งเขาปล่อยให้แยกกลับไปนอนตามห้อง แยกตึก ตึก2ชาย ตึก3หญิง ตึก1พระนอน ส่วนอาจารย์ผู้หญิงกับอาจารย์ผู้ชายกระจายกันไปตามห้องเด็กนักเรียน ตอนที่เดินขึ้นไปผมก็เห็นผู้หญิงอยู่ที่บ้านเรือนไทย เป็นหญิงใส่ชุดสไบสีแดง ผ้าซิ่นสีเขียว มองมาที่ขบวนนักเรียนที่กำลังเดินแถวขึ้นห้องผมเห็นเค้าไม่ว่าอะไรจึงไม่ได้สนใจ มาคืนที่สองไม่ได้เห็นตอนตื่นครับ แต่เป็นช่วงนอน ฝันนั่นเอง ในความฝันผมยืนอยู่ในห้องที่ผมนอนอาคารที่2 นี่แหละ แล้วมองออกไปทางหน้าต่างเห็นชั้น 3 ของอาคารที่3 มีผู้หญิงยืนอยู่ตรงระเบียง ใช่แล้วครับคนเดิมกับที่เห็นในคืนแรก คืนที่สองแกมีพร็อบนะครับ อุ้มลูกมาด้วย แล้วเธอก็ชี้มาที่ผม แล้วพูดว่า

“พวกออกไป อย่ามารบกวนที่ของกู”

ผมนี่จำได้แม่นเลยพร้อมกับสายตาที่โกรธไม่ได้แดงอะไรเลย ดำๆนี่แหละ แต่น่ากลัวโคตร หนังจากนั้นผมก็ไปบอกอาจารย์ที่สนิท เป็นอันว่าการจัดค่ายภายในโรงเรียนแห่งนี้ไม่มีอีกเลย แต่ไปจัดที่วัดแทน

          หลังจากที่พบเจอกับเหตุการณ์ในโรงเรียนตอนกลางคืนไปแล้ว กลางวันผมก็เจอนะครับ ต้องขอบอกก่อนว่าผมเรียนเก่ง ไม่ใช่ละ เอาเป็นว่าขยันละกันผมจะไปโรงเรียนเช้ามาก ประมาณ 7.00 ผมจะถึงห้องละ แล้วผมก็จะมีหน้าที่ไปเปิดวิทยุเพื่อให้มีเพลงหรือข่าว ตอนที่นักเรียนคนอื่นๆกำลังทำเวณความสะอาดอะไรประมาณนั้น ผมทำอย่างนั้นช่วงขึ้น ม.4 ใหม่ๆ เด็กครูอะนะ เพื่อนเรียกเด็กเส้น วันหนึ่งผมก็ไปโรงเรียนเช้าตามปกติ ผมไปถึงอาคาร3 ที่ผมเรียนกำลังจะเดินขึ้นห้อง ผมก็เจอเพื่อนที่มาถึงก่อน เขากำลังลงไปกดน้ำใส่แก้ว (นโยบายโรงเรียน นักเรียนพกแก้วคนละใบ ไม่ใช่พกติดตัวนะ ใส่ไว้ในโต๊ะ)

ผมเจอเพื่อนก็ทักทายตามปกติ แล้วผมก็เดินขึ้นห้องไป เมื่อไปถึงโต๊ะผมก็เอาเก้าอี้ลงแล้วเอาหนังสือในกระเป๋าเป้จัดใส่ในโต๊ะ เป็นคนเจ้าระเบียบมาก ในตอนที่ผมเอาสมุดหนังสือเล่มสุดท้ายใส่ในโต๊ะเสร็จ กำลังจะหันไปปิดกระเป๋าผมก็พบกับผีครับ ผีแน่ๆ เพราะ ตาพี่แก่โปนสีขาวไม่มีตาดำด้วย ปากแก่ที่อ้ากว้างยาวลงมาพร้อมกับลิ้นที่ยาวพอๆกัน มันมีเสียงด้วย ทุกวันนี้ผมยังไม่ลืม มันไม่ใช่ประโยคคำพูดหรือคำที่ฟังแล้วมีความหมาย

“อ้าาา อ่าาา”

เหมือนพยายามจะพูดแต่พูดไม่ได้ คล้ายๆ เหมือนคนกำลังสูดหายใจเหือกใหญ่ๆอ่ะ เหมือนสูดบางอย่างจากตัวผม อธิบายง่ายๆ เห็นอย่างนั้นแล้วผมหันหน้ากลับแล้วฟุบโต๊ะ ไม่ได้วิ่งหนีนะ เพราะคิดว่าคงหนีไม่พ้น รอจนเพื่อนเข้ามาในห้องได้ยินเสียงเอ๊ะอ่ะจึงค่อยๆ เงิยหน้า ผมโล่งอก เพราะมันได้หายไปแล้ว เพื่อนที่เข้ามา ก็ถามมาถึงเช้านะเรา ผมก็ตอบ อืม หลังจากนั้นผมก็ไม่มาเช้าอีกเลย 7.30 นู่นกะเวลามาทำเวณแล้วเข้าแถวหน้าเสาธงเลย อาจารย์ก็สงสัยทุกวันมาเช้า แถมมีหน้าที่เปิดวิทยุทำไมช่วงหลังไม่ทำอีกเลย ก็เลยเล่าให้อาจารย์ฟัง สุดท้ายจบลงด้วยการทำบุญครั้งใหญ่ เชิญพระมาทั้งอำเภอ อาจารย์ใหญ่บอกทำบุญเพื่อศิริมงคล แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าทำบุญเพื่อวิญญาณตนนั่น เหตุการณ์สุดท้ายของมัธยมก็ตอน ม.6 นั่นแหละ ลืมการบ้าน เชื่อว่าหลายๆคนเคยลืม ผมก็หนึ่งในนั่น วันที่ลืมกว่าจะนึกได้ก็ทุ่มกว่าๆแล้ว จะไปคนเดียวก็ใช่เรื่องจึงชวนเพื่อนอีกคนไปด้วยเป็นเพื่อน อาคารที่2 กับ3 ของเรามีสะพานเชื่อมอาคาร สะพานนั้นมีหลังคา ผมให้เพื่อนอีกคนถือไฟฉาย ผมปีนอาคารที่2 แล้วเดินบนหลังคาไปที่อาคารที่3 ชั้น2 พอไปถึงห้องโชคดีครับห้องไม่ได้ล็อก ไฟเปิดไม่ได้ภารโรงเอาเบรกเกอร์ลง ผมจึงเอามือถือโนเกียร์รุ่นเจ้าคุณทวด ไอ้ที่มีไฟฉายอ่ะ ส่องไปหาโต๊ะที่ผมนั่ง แล้วก็เจอครับสมุดการบ้าน ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปด้วยดี แต่ตอนที่ออกจากห้องนั้นแหละอีกมุมหนึ่งของห้องมีเด็กมีเด็กนั่งอยู่ห้องไห้ สะอึกสะอื้น แต่ไม่ฟูมฟายนะ ใช่แล้วครับรุ่นพี่ผมที่จมน้ำไปตอน ม.1 เมื่อ 5 ปีที่แล้วนั่นแหละ พี่เขาตัวเปียกโชกนั่งยองๆ กอดเข่าร้องไห้อยู่ มันเหมือนกับวินาทีวัดใจ เพราะผมขยับนิดหนึ่ง พี่เขาหยุดร้องไห้เงียบแล้วเริ่มขยับตาม ผมอยู่นิ่งครับซักนาทีได้ เพื่อนที่มากับผมตะโกนเรียกครับ

“หาเจอยัง กูหิวข้าวแล้ว กลับโว้ย” 

ผมตะโกนตอบ


“สตาร์ทรถรอเลย”

เพื่อนผมสตาร์ทรถปุ๊ป พี่เขาเริ่มขยับครับ ผมนี่น้ำตาแทบไหล ผมจึงตัดสินใจวิ่งครับ พร้อมๆกันนั้นพี่เขากระโจนเข้าหาผมครับ อ้าปากกว้างมากครับ น่ากลัวมากที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยเจอมาจนถึงปัจจุบัน ผมวิ่งออกไปตามระเบียง ผมวิ่งพร้อมกับตะโกน

“โอ้ยยยยยยยย”

ตอนนั้นจะไต่หลังคาก็ใช่เรื่อง สุดท้ายตัดสินใจครับกระโดดจากชั้น2 ลงมา โชคดีเป็นพื้นหญ้าไม่ได้เจ็บอะไรมาก รีบวิ่งแบบกะเผลกไปซ้อนรถ เพื่อนมองหน้าเป็นอันรู้กัน บิดครับ บิดแบบไม่คิดชีวิตลงจากอาคาร 3 กลับบ้าน แต่พี่เขาไม่ได้ตามมานะ รอดครับ น่ากลัวโคตร

          เอาหละมาไคลแมกซ์กันเลยดีกว่า มาถึงจุดนี้ ผู้อ่านทุกท่าน คงทราบว่าหลังจาก จมน้ำครั้งนั้น บรรยากาศรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนไป ผมกลายเป็นคนที่กลัวพระ หรือกลัวเณร แม่ชีก็ไม่เว้น มันไม่ใช่แค่ศาสนาพุทธนะ คริสต์ พราหม์ หมอผีก็ไม่เว้น กลัวมาก กลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำบุญในวัดได้ เพราะถ้าเข้าใกล้เขตวัดปุ๊ปมันจะร้อนใจ ตัวสั่น พูดจริงๆนะ ไม่ใช่ว่ากลัวบาปหรืออะไร แค่มันเป็นไปเอง แค่จะเข้าไปเยี่ยมเพื่อนที่เป็นเณร สุดยอดครับ กลัวมาก ยิ่งเดินขึ้นไปบนกุฏิสิ่งที่ไม่เคยเกิดก็เกิดขึ้นครั้บ เลือดไหลครับออกทางจมูก มันมาก จนออกทางปากมาด้วย เห็นอย่างนั้นเณรเพื่อนก็ตกใจ ผมก็วิ่งสิครับออกจากกุฏิ ได้สักพักมันก็ดีขึ้น แปลกมาก หรือว่าความดันขึ้นหรือปล่าว ปล.หน้าหนาวด้วยไม่ได้ร้อนอะไร นอกจากนั้นคนที่อยู่รอบๆข้างผมจะเจอกับสิ่งแย่ๆ คนที่ไม่เคยเห็นวิญญาณก็จะเห็น ไม่ได้ยินก็จะได้ยินแต่ไม่ตลอดนะ แค่ช่วงที่มาสนิทกันนี่แหละ เหมือนเซ้นต์มันเพิ่มขึ้น ผมเลยคิดว่าเรามันเป็นตัวซวยหรือปล่าวว่ะ จากตอนเด็กๆที่ชอบไปเล่นวัด ปัจจุบันไม่กล้าเหยียบ กลับกลายเป็นว่าผมชอบไปงานศพ ป่าช้า โรงพยาบาล มันจะรู้สึกเย็น สบายใจ แม้คนอื่นจะเศร้านะ ผมจะรู้สึกมีแรงมีพลัง เรื่องที่แปลกอย่างที่สอง เวลาที่ผมไปเยี่ยมคนป่วยคนที่กำลังจะหายอาการจะทรุด คนที่ทรุดอยู่จะตาย ไม่มีใครรอดเลยสักคนเท่าที่ผมเคยไปเยี่ยม ประมาณ 7 คนได้ตายหมด ทั้ง 7 คนนี้ใช่ว่าจะอาการหนักนะ บางคนกำลังจะหาย พอผมไปเยี่ยมก็ทรุดเฉยเลย หลักจากนั้นผมไม่เคยไปเยี่ยมคนป่วยที่โรงพยาบาลอีกเลย กลัวตัวเอง อย่างที่สามพวกคนที่มีของวิเศษณ์พวกมีองค์หรือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองมี จะไม่ถูกชะตากัน ไม่ชอบทั้งๆที่ไม่เคยทำอะไรให้ อันนี้ผมก็งง

หลังจากเพื่อนๆ หลายคนที่ได้อ่าน เรื่องที่ผมเล่าให้ฟังคิดว่ามันแปลกรึเปล่า

นอกจากนี้เพื่อนผมหลายคนที่ได้ยินเรื่องที่ผมเล่ามักจะได้ประสบพบเจอกับสิ่งที่มองไม่เห็นหลังจากได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วย แล้วคุณหละตอนนี้เริ่มเห็นอะไรบ้างรึยัง ใส่หูฟังอยู่ลองถอดออกแล้วเงี่ยหูฟัง เขาอาจจะพยายามพูดกับคุณอยู่ก็ได้ ผมตอนนี้ไม่ไหวแล้วไฟตกถี่มาก เริ่มปวดล้าละ พอก่อนดีกว่า ฝันดีนะครับ

เล่าต่อนะครับผม
          หลายคนตั้งคำถามที่ว่า  "นอกจากนี้เพื่อนผมหลายคนที่ได้ยินเรื่องที่ผมเล่ามักจะได้ประสบพบเจอกับสิ่งที่มองไม่เห็นหลังจากได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ด้วย แล้วคุณหละตอนนี้เริ่มเห็นอะไรบ้างรึยัง"  มันมีเหตุผลนะครับ เพราะผมได้สังเกตุเพื่อนผมแต่ละคนที่ได้ใกล้ชิดกับผม มันแต่ละคนจะเคยเจออะไรแบบที่มันไม่สามารถอธิบายได้ หลายๆคนจะเป็นคนมีเซนต์ ไม่ใช่มีตั้งแต่เกิดแต่คนที่มาสนิท เป็นเพื่อนที่ผมไปเล่นด้วยบ่อยๆ จะเริ่มมี อย่างเช่น เห็นผีบ่อยขึ้น ไม่เคยเจอก็จะเจอ คนที่สนิทที่สุดมันก็จะมีแบบเห็นเดจาวูบ่อยๆ แต่ผมก็ไม่มั่นใจนะว่าการเล่าแบบข้อความจะให้ผลเหมือนกันรึเปล่า เลยตั้งข้อความไปแบบนั้น

ปะงั้น ประสบการณ์เรื่องผี ต่อดีกว่าเนอะ

ประสบการณ์เล่าเรื่องผี

          ประมาณจะจบปี 1 ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เชื่อหลายๆคนต้องเคยอยู่หอใช่ไหม? ผมก็เคยอยู่หอในนะ นั่นแหละจบเทอม 2 เลยต้องหาหอนอกอยู่ เพราะพวกเฟรชชี่จะเข้ามาอยู่ คนแก่เลยโดนไล่ 555 ผมกับเพื่อนๆเลยรวมกลุ่มกับเพื่อนที่สนิทกันในเวลานั้นได้ 5 คน เช่าบ้านอยู่หลังหนึ่ง ราคาถูกๆ ไม่เก่ามากแบบว่าพออยู่ได้ ตอนเข้าหอไปก็คิดว่าจะซื้อของมาไหว้เจ้าที่ซักหน่อย แต่ก็ไม่ได้ซื้อเพราะลืม บวกกับงานที่ยุ่งมากเพราะต้อง เตรียมตัวซ้อมรับน้อง วันๆหนึ่งเลยผ่านไปอย่างนี้จนลืมเรื่องไหว้เจ้าที่ไป
          มีวันหนึ่งเป็นวันที่ว่าง ได้พักผ่อน พวกเราเลยจะสังสรรค์กัน หมูกระทะครับพี่น้อง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกนิดหน่อย ก็กินกันตามปกติตั้งแต่ 6 โมงเย็น เรื่อยๆ มีคาราโอเกะก็ร้องเพลงกันสนุกสนาน ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี  จนกระทั้งมีการตั้งวงเล่าเรื่องสยองขวัญ มันก็ผีนี่แหละครับ ผมก็ร่วมด้วย เพราะเป็นคนที่มีเรื่องเล่าเยอะอะนะ แต่ก่อนจะเล่ามันมีกฏ

กฏของการเล่า

  1. ผู้ที่ร่วมวงทุกคน ห้ามใส่เครื่องป้องกันทุกชนิด
  2. ห้ามหยุดกลางครั้น จนกว่าคนสุดท้ายจะเล่าจบ

หลังจากนั้นก็มีการเตรียมสถานที่ ปิดไฟทั้งบ้าน เหลือไว้แต่ห้องครัว เพราะเพื่อนผู้หญิงกำลังล้างจาน 555 แรงงานทาส ปูเสื่อหนึ่งผืนไว้กลางบ้าน เอาเทียนมาจุดตั้งไว้บนแก้ว ต้องบอกก่อนว่าเวลาในการเล่นนี้คงประมาณ 4 ทุ่ม ไม่ดึกจนเกินไป ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี มีเรื่องสยองๆหลายๆเรื่อง บ้างเรื่องก็อำตลกกัน หัวเราะ เช่น เรื่องเกี่ยวกับผีผู้หญิง เพื่อนมันก็พูดว่าถ้าสวยนะกูจะปล้ำทำเมียซะเลย พวกผมก็หัวเราะชอบใจกันใหญ่ สักพักผมก็รู้สึกถึงลมที่เย็นมาปะทะต้นคอ ผมก็หันไป แต่ไม่ได้เจออะไรนะครับ ต่อมาก็ตาผมเล่า ผมก็เล่าเรื่องที่ผมจมน้ำให้พวกมันฟัง พอเล่าถึงตอนที่มีตัวบางอย่างจับขานั้นเอง เทียนก็ดับ ผู้ชายทุกคนเงียบ ผู้หญิงก็กรีดๆๆ สักพักพอผู้หญิงหยุดกรีด ทุกอย่างมันเงียบมาก เพื่อนผมมันก็หาไฟแช็กที่มันวางไว้ใกล้ๆกับห่อบุหรี่ของมัน ตอนมันกำลังจุดไฟแช็กนี่นะ ตอนที่เปลวไฟสว่างวาบขึ้นมานะ ผมก็เห็นผู้หญิงแก่คนหนึ่งนั่งยองๆข้างหลังเพื่อนที่มันกำลังจุดไฟแช็กพร้อมกับมองที่มัน แสงไฟมาอีกวาบหญิงคนนั้นก็หันมามองที่ผมแทน พระเจ้าจะมองมาทำไม ให้ตายเถิด ผู้หญิงคนนั้นอ้าปากพร้อมกับลิ้นที่ตก ลงมาบนไหล่เพื่อน ผมนี่แทบจะเอนหลังถอยออกมา แต่ผมก็ได้ยินประโยคที่ฟังแหบๆว่า หิว อยากกิน หิว แล้วเขาก็หายไป เท่านั้นแหละ ผมนี่ลุกขึ้นยืนเลย ทุกคนในวง งง ว่าผมลุกทำไม ผมเลยบอกว่าพอแล้วกูไปนอนละนะ ไม่เล่นละ เพื่อนมันก็บอกอย่าเพิ่งเหลืออีก 2 คนก็จบแล้ว อย่าทำเป็นกลัวไปหน่อยเลย ในใจผมนี่คิด โถ่ๆๆๆ ไม่เห็นอย่างกูไม่ต้องมาพูดเลย ผมก็ไม่ฟังเลย ขอตัวไปนอนก่อน ผมก็เลยขึ้นไปนอนที่ชั้นสองคนเดียวแต่ มันไม่จบสิครับ ผมยังได้ยินเสียง หิว อยากกิน ซ้ำไปมาอยู่ข้างๆหู ผมนี่ตัวสั่นเลยเพราะความกลัว ซักพักเพื่อนที่นอนกับผมก็ตามขึ้นมานอน มันก็เห็นผมนอนคู้ตัวสั่น มันก็ถามไม่สบายไง เป็นไข้ปล่าว พาราไหม? ผมก็ยังได้ยินเสียงอยู่พร้อมกับที่เพื่อนผมพูด ผมนึกได้ ตระกุด ที่ผมถอดออกตอนเล่าเรื่องลืมเอาขึ้นมาด้วย ผมบอกให้เพื่อนลงไปเอาให้หน่อย เพื่อนผมมันก็เริ่มเอะใจละ ว่าต้องมีอะไรแน่ๆ มันก็เรียกเพื่อนๆให้มาห้องผม มากันพร้อมหน้าเลยครบ เพื่อนมันก็ถามว่า เป็นไรไหม?



ผู้สนับสนุน

ผมก็ตอบไม่ๆ ขอตระกุดกูก่อน เพื่อนมันก็โยนเข้ามาหา โถ่แทนที่จะเอามาให้ดีๆ ของศักดิ์สิทธิ์     เหยดดด มันโยนมาเฉย ทันใดนั้นเสียงที่ดังข้างหูผมก็เงียบลง ไม่มีกรีดๆนะ จบลงด้วยการที่ผมเล่าเรื่องที่เห็นให้เพื่อนฟัง แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่า เพราะเราไม่ไว้เจ้าที่แน่ๆ ท่านเลยไม่ปกป้อง เลยมีผีเร่ร่อนเข้ามาในบ้าน ลงเอยด้วยวันรุ่งขึ้นพวกเราไปหาซื้อของมาเซ่นศาลพระภูมิหน้าบ้าน

เรื่องราวแบบน่ากลัวๆ พอจะเล่าได้มีอีกนิดหน่อยครับ น่าจะหมดละนะ จวบจนถึงปัจจุบันที่เคยเจอมานะครับ เพราะผมยัง 22 เอง
เรื่องราวที่พบเจอในบ้านหรือหอพักผมน่าจะหมดละ งั้นผมจะเล่าเรื่องราวนอกสถานที่ดีกว่านะครับ

การพบเจอบนหนทาง ตอนที่ 1

          ย้อนกลับไปสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ในช่วง ม.ปลาย จำได้ว่าคืนนั้นเป็นวันลอยกระทง พระจันทร์เต็มดวงสีเหลืองสว่างท่ามกลางกลุ่มเมฆบางๆ ที่ตำบลของผมเขาจัดงานวัด ซึ่งก็มีรำวง ทุกคนครึกครืนเฮฮา พวกผมกับเพื่อนๆก็มางานนี้กันครับ เพื่อนร่วมห้องของผมมีอยู่ 44 คน แต่มากันได้ประมาณ 20 คน ไม่ได้มาเที่ยวเล่นอย่างเดียวนะครับ พวกผมมาเล่นดนตรีเปิดกล่องกันกับเพื่อน เพื่อที่ว่าจะเอาไปซื้อสมุด อุปกรณ์กีฬา เอาไปแจกเด็กที่อยู่อีกตำบลที่ห่างไกล ก็ได้เงินมาพอประมาณ และตกลงกับเพื่อนว่าวันนี้พอก่อนนะ มันดึกแล้ว เวลาตอนนั้นก็ราวๆ 5 ทุ่มได้ หลังจากนั้นพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แต่ก็อีกนั่นแหละ มีเพื่อนผู้หญิงหนึ่งคนมันไม่มีรถกลับ เพราะคนที่มันมาด้วยชิงกลับก่อน เอาละสิจึงเป็นหน้าที่ของผมที่เป็นหัวหน้าห้องต้องพาไปส่ง แต่จะไปกันสองคนก็ยังไงอยู่มันจะดูไม่ดี ผมจึงชวนเพื่อนอีก 3 คนไปด้วย สรุปเป็นทอม1 ตุ๊ด1 ผู้ชาย2(รวมผม) ผู้หญิงอีก1(คนที่ต้องไปส่ง) เราไปกันด้วยมอเตอร์ไซต์ 2 คัน คันที่อัดสามมี ญ ท ต (ย่อเอาละกัน) อีกคันนี่ชายล้วน 555 แมนมากๆ


          บ้านของเพื่อนคนนี้ก็อยู่ไกลใช้ได้ ไป-กลับ ประมาณชั่วโมง ต้องขี่ช้าๆเพราะมันมืดและอันตราย เส้นที่ที่จะไปนี่ยังกับไปป่า ต้นไม้เต็มข้างทาง แต่ก็ไม่ถึงกับทึบยังพอมีแสงไฟสลัวๆ ของดวงจันทร์คอยส่งทาง ทางที่ต้องไปจะต้องขี่ไปตามสันเขา เพราะข้างๆชาวบ้านจะปลูกข้าวโพด ถ้าเสียหลักตกลงไปคงไม่ถึงตายแต่ก็คงเจ็บน่าดู ระหว่างทางที่ไปนั้นจะไม่มีไฟกิ่งนะครับ อยู่ไกลจากเขตเทศบาลมาก ตอนขาไปพวกเราก็สนุกสนานเฮฮา เพื่อนที่เป็นตุ๊ดมันก็เล่าเรื่องขำๆ 18+ ตามประสาของมัน เสียงหัวเราะในเวลานั้นมันเป็นสิ่งที่คอยพยุงให้พวกเรากล้าและเข้มแข็ง เพื่อทำลายความเงียบยามค่ำคืน ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี จนส่งเพื่อนกลับถึงบ้าน พ่อแม่เขาก็เป็นห่วงเพราะไม่รู้ว่าใครจะมาส่ง เพราะเพื่อนที่ไปด้วยมันกลับมาก่อน พวกผมก็ได้รับคำขอบใจกันยกใหญ่ แต่พอสักพักพวกผมก็ขอตัวกลับ เพราะมันดึกมากแล้ว ก่อนกลับคุณย่าหรือยายของเพื่อนนี่แหละก็บอกว่า

"ขากลับระหว่างกันให้ดีนะ"

พูดจบแกก็เข้าบ้าน

          แต่ผมนี่สิเหมือนโดนบางสิ่งบางอย่างกระแทกด้วยคำพูด เหมือนเป็นห่วง แต่มันเหมือนแฝงอะไรบางอย่างที่เย็นลงไปในกระดูก เพื่อนผมที่เหลือก็เรียกผมว่า ขึ้นรถได้แล้วรออะไร เดี๋ยวกลับช้ากว่านี้โดนแม่ด่า ผมก็พูดประมาณว่า อะไรกัน ตอนนี้มันก็ดึกละ อีก2นาทีไม่ต่างกันหรอกน่า

ตอนนี้ผมพิมพ์ไปตาเริ่มแสบยังกะน้ำตาจะไหล ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากนึกถึงมัน

ระหว่างทางออกจากหมู่บ้านผมก็สังเกตุเห็นบางอย่างที่หน้าหมู่บ้านเป็นรั้ว มีศาลาริมทางอยู่หลังหนึ่งแต่มันว่างเปล่านะ แต่ผมเอะใจว่าตอนมาทำไมผมถึงไม่เห็นศาลาหลังนี้ว่ะ หลังจากออกจากหมู่บ้านได้แปปเดียวยังไม่ทันออกนอกระยะสายตาเลย มันก็เกิดสิ่งหนึ่งขึ้นสิ่งที่ทำให้พวกเราทั้ง4คน กลัว หมาหอนครับ หอนรับกันทั้งหมู่บ้าน ตอนขาไปไม่หอน หอนขากลับทำไม? ฟรั๊คคคค ในตอนนี้ทุกคนไม่สนใจแล้วครับเริ่มบิดมอเตอร์ไซต์กัน อยากจะกลับบ้านเร็วๆ แล้วสิ่งที่ผมไม่อยากรับรู้ที่สุดก็เกิดขึ้น เสียงหวีดหวิว เป็นเสียงแหลมๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะก็ดังขึ้น เสียงมันก้องกังวาลมาก ผมในตอนนั้นตกใจมาก ไม่! ไม่! ผมจะไม่หันกลับไปมองโดยเด็ดขาด ผมคิดว่าถ้าผมไม่บอกใครจะดีที่สุด กลัวเกิดอุบัติเหตุ กลัวเพื่อนจะเป็นอะไรไป แต่เสียงหวีดหวิวมันยังดังตามใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทันใดนั้นเองสิ่งที่ผมไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เพื่อนอีก3 คนหันกลับไปมองข้างหลังแล้วหันมามองผม แล้วถามว่า  เสียงอะไรวะ ในใจผมตอนนั้นเกิดคำถามว่าเพื่อนผมก็ได้ยินหรอ? ผมถามแบบห้วนๆกึ่งตะคอกด้วยซ้ำ เสียงเชี่ยอะไร แล้วเพื่อนก็บอกว่าเสียงหัวเราะ กับเสียงหวีดอะคืออะไร ในตอนนั้นผมคิดว่าเป็นไงเป็นกันผมจึงตัดสินใจหันกลับไปมอง มีผู้ชายสองคนตัวเปื้อนเลือดในมือของทั้งสองคนถือพร้าด้ามใหญ่ วิ่งไล่ตามรถมอเตอร์ไซต์พวกเราอยู่ ทั้งสองนั้นวิ่งไปพร้อมกับหัวเราะ ตัวที่เปียกโชกไปด้วยเลือด พร้อมกับโบกพร้าจนเกิดเสียงหวีดหวิว ทั้งคู่หน้าตาเหมือนดีใจมากกว่าโกรธ ทันใดนั้นผมจึงตระโกนออกมาอย่างหวาดกลัว  "ไป ไม่ต้องสน บิดไปให้เร็วที่สุดเลย"  หลังจากที่เพื่อนทั้ง3คนนี้สนิทกับผมพวกเขารู้ว่าผมเห็นอะไรได้บ้าง จึงเป็นอันรู้กันว่าไม่ต้องถามอีก พวกเราบิดกันคงเกือบๆ 80 ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีเมื่อขี่มาถึงหน้าวัด เริ่มเข้าสู่เขตที่มีไฟกิ่ง พวกเราจึงเริ่มผ่อนคลายและกลับบ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้านพ่อผมก็ถามไปเจออะไรมา ผมไม่ได้บอกอะไร แต่พ่อก็ให้แม่เตรียมน้ำส้มป่อย มาให้ผมตบหัวและเข้านอน

          และแล้วตอนเช้าอีกวัน พวกผมก็มานั่งคุยกันเป็นกลุ่มนั่งกันหลังห้อง เล่าถึงสิ่งที่ได้พบได้เจอ และเราก็ได้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องมันเกิดขึ้นประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนวันลอยกระทง มีคนในหมู่บ้านนั้นทะเลาะกันเรื่องชู้สาว ประมาณว่าชอบหญิงคนเดียวกัน เมื่อตกลงกันไม่ได้ทั้งสองจึงสู้กันตอน จบลงด้วยที่ทั้งคู่ตายบนเนินทางเข้าหมู่บ้าน และตรงศาลาหน้าหมู่บ้านที่ผมเห็นคือ บริเวณป่าช้าของหมู่บ้าน (หมู่บ้านอะไรตั้งป่าช้าไว้หน้าหมู้บ้าน บ้าไปแล้วววว) ทุกอย่างก็จบลงเท่านี้ ผมจึงฝากเพื่อนไปหวัดดีขอบใจ พ่อแม่ แล้วก็คุณย่าด้วยที่แบ่งขนมต้มให้ก่อนกลับบ้าน แต่สุดท้ายทุกคนก็ต้องตกใจ อารมณ์เหมือนสะอึก ต้องผงะตัวออก เพราะเพื่อนบอกว่า ย่าอะไร? กูอยู่กับพ่อแม่แล้วก็น้องกูแค่ 4 คนเท่านั้น!!!

สรุปนี่โดนคนแรกตั้งแต่ออกจากบ้านเลยใช่ไหม? เพราะเพื่อนอีก 3 คนก็ไม่เห็นคุณย่าเหมือนกัน

การพบเจอบนหนทาง ตอนที่ 2

          เรื่องราวตอนของตอนนี้น่าจะหลังจากเหตุการณ์ลอยกระทง จำไม่ได้ เหมือนกัน แต่เรื่องราวที่พบเจอในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสอบโอเน็ตตอน ม.6 ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว ผมกับเพื่อนๆก็นัดกันไปพักในตัวเมืองใกล้ๆกัน ต้องอธิบายก่อนว่าการสอบโอเน็ตนี้ตัวอำเภอผมไม่มีสนามสอบ จึงต้องเข้าไปอีก 2 อำเภอ ระยะทางประมาณ 70-80 กิโล เมื่อนัดแนะกับเพื่อนเรื่องที่พักได้แล้วก็ตามใจเพื่อนเลยว่ามันจะไปเวลาไหน เพราะผมไม่ได้ซีเรียสเรื่องผลคะแนน เนื่องจากติดโควต้า ไม่ได้สนใจทำคะแนนแอดมิดชั่นแล้ว เมื่อเป็นอย่างงั้นแล้วผมกับเพื่อนจึงตกลงออกเดินทางตอนบ่าย 4 โมงเย็น ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะใช้เวลาแปปเดียวก็ถึง ยังไม่มืดแน่นอน

          แต่เหตุการณ์เป็นอย่างงั้นมันจะออกมาเป็นเรื่องราวให้เล่าได้อย่างไร ใช่ไหมครับ สุดท้ายมันจึงบอกผมว่าขอไปหาแฟนมันนะ ต้องบอกก่อนว่าที่ๆแฟนของเพื่อนผมอยู่เนี่ย มันต้องเลยตัวเมืองแล้วออกไปอีกฝาก ตรงกันข้ามกันเลย มันเลยเสนอ ทางลัด ครับ ด้วยความที่ผมไม่ได้คาดหวังหรือจะรีบไปเตรียมตัวอ่านหนังสือ ผมก็เลยตามเลยไปกับมัน ดีไม่ดีจะได้แฟนแถวนั้นก็ได้ใครจะไปรู้ 555 เส้นทางที่ไปอีกแล้วครับทางลัด ขึ้นชื่อว่าทางลัดคือมันต้องไม่เป็นทางการ ถนนเป็นราดยางที่เป็นหลุมเป็นบ่อพอใช้ได้ ต้นไม้สองข้างทางนี่ก็ร่มรื่น จนกระทั่งไปถึงบ้านของแฟนมัน แฟนมันก็ดูเซอร์ไพรซ์นะ เพราะมันไม่ได้บอกก่อนว่าจะมา มันก็คุย จีบกันอยู่หน้าบ้าน ผมก็ยืนรอสลับกับนั่งรอที่มอร์ไซต์ จนผ่านไปได้ซักครึ่งชั่วโมง มันก็จะเข้าตัวเมือง ร่ำลากันเสร็จก็ประมาณ 6 โมงเย็น เพื่อนผมก็ถาม จะกลับทางไหน ระหว่างทางที่มากับอีกทางเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ผมเลือกอีกเส้นทางแน่นอนอยู่แล้ว เพราะเส้นเก่าทั้งขรุขระ ไม่มีไฟ มืดแล้วน่าจะอันตราย แต่ถ้าเป็นทางหลักจะต้องมีไฟส่องทางแน่ๆ กลายเป็นว่าการเลือกครั้งนี้ จะเป็นการเลือกที่ผิดอย่างที่จะไม่ลืมไปอีกเลย

อธิบายเส้นทางนะครับ
สีแดงบ้านแฟนเพื่อน สีเขียวตัวเมือง ลูกศรดำเส้นทางที่ใช้เดินทางในตอนนั้น ลูกศรสีส้มเส้นทางที่ควรจะใช้

          จะเห็นได้ว่าเส้นทางใหม่นั้นไกลกว่าเดิม แต่ผมอยากจะลองเสี่ยง เพราะไม่อยากเจอทางขรุขระแบบไม่มีแสงสว่าง ก่อนออกจากบ้านแฟน ผมบอกเพื่อนว่าเติมน้ำมันหน่อยไหม เดี๋ยวน้ำมันหมด มันก็บอกว่าเชื่อใจกู พออยู่แล้วกูเคยมา น้ำมันแค่เนี้ยพออยู่แล้ว แล้วเราก็ออกจากบ้านแฟน ตอนที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว แต่ยังเหลือแสงสีส้มอยู่ วิวตอนนั้นสวยมาก พร้อมกับลมหนาวที่เข้ามาปะทะ ถ้าเพื่อนผมมันเป็นผู้หญิงนะ ตอนนี้โคตรโรแมนติก และแล้วเราก็ขี่ไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง ตอนนั้นเกือบๆ 2 ทุ่ม ผมก็ค้นพบความจริง เส้นทางนี้มันไม่มีไฟกิ่ง มันมืดมาก พร้อมกับใบไม้ที่ใกล้เข้าฤดูหนาวก็ร่วงรวย แต่แล้วก็เหมือนบังเอิญที่หางตาผมเห็นอะไรแวบๆอยู่บนต้นไม้ กิ่งไม้หัก โชคดีไป ตาเกือบพาซวยแล้วไหมละ แล้วซักพักเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิด เครื่องดับบบบ ผมพูดออกมาเลยว่า กูว่าแล้ว บอกให้เติมให้เติมก็ไม่เชื่อ มันก็พยายามสตาร์ทแต่ก็สตาร์ทไม่ติด ซวยแล้วไง มองเห็นแสงไฟจากตัวเมืองแล้ว อีกนิดเดียวเอง เดินก็ได้ว่ะ ว่าแล้วมันก็จูงรถเข็นไป พร้อมกับผมที่เดินตามหลังมาติดๆ

          ตอนนั้นสิ่งที่ผมหวังมากที่สุดคือ ขอให้มีรถปิ๊กอัพผ่านมาด้วยเถิด จะได้ขอให้พาไปส่งในตัวเมือง แต่เหมือนโชคไม่เข้าข้าง ไม่มีรถผ่านเลยซักคัน มอเตอไซต์ก็ไม่ผ่าน ตอนที่ผมกำลังเดิมตามหลังเพื่อนของผมอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียง เหยียบใบไม้แห้งที่ร่วงอยู่ข้างทาง ตามหลังผมมา ผมสกิดถามเพื่อน มันเงียบดีเนอะ ไม่ได้ยินเสียงอะไรซักอย่าง เพื่อนมันก็ว่าใช่ มันชักจะเงียบเกินไปละ ผมจึงเข้าใจเสียงเหยียบใบไม้ กิ่งไม้หักดังซะขนาดนั้นทำไมมันถึงไม่ได้ยิน ผมไม่หันกลับไปมอง เพราะประสบการณ์สอนมาว่าอย่าสนใจ อย่าให้เขารู้ว่าเราเห็นหรือได้ยิน เพราะเขาจะติดตามเรา ขอความช่วยเหลือจากเรา ไม่สนใจ ไม่สนใจ ท่องไว้ในใจ สักพักเสียงก็เงียบลง ผมเริ่มโล่งอก เดินกับเพื่อนต่อไป ชวนคุยกันไปเรื่อยๆแก้เครียด เมื่อเดินผ่านช่วงหัวโค้งปรากฏว่ามีผู้หญิงเสื้อสีชมพูยืนรออยู่ตรงทางโค้ง ผมก็สั่งเกตุเพื่อนผม มันก็ไม่ได้ว่าอะไรมันก็เดินตามปกติ เรื่องราวมันเป็นอย่างนี้เรื่อยๆ คือเธอจะไปยืนรอตรงทางโค้งข้างหน้าอีก 4-5 โค้ง พอผ่านโค้งที่ว่านั้นไปเธอก็หายไป ผมดีใจได้ไม่นาน ก็มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นมา เธอนั่งอยู่บนกิ่งไม้ แต่เธอไม่มีขาเหมือนมันขาดหายไป ผมทนไม่ไหวแล้ว ผมไปสลับที่กับเพื่อนแล้วสตาร์ทรถ ผมก็สตาร์ทอยู่อย่างนั้น พร้อมกับท่าทางที่กระวนกระวาย เพื่อนผมมันก็ตกใจ ถามผมเป็นอะไรว่ะ ผมไม่สนสตาร์ทไปเรื่อยๆ พอครั้งที่ 15-20 นี่แหละมันก็ติด

เพื่อนผมก็อึ้งติดได้ไงน้ำมันหมด เอาเป็นว่าตอนนั้นผมไม่สนใจ บอกเพื่อน ซ้อนเลยเดี๋ยวนี้ไม่ต้องถาม พร้อมกับบิดออกไปจากตรงนั้น ไม่น่าเชื่อแค่ 20 นาทีก็ถึงตัวเมือง ผมดีใจน้ำตาแทบจะไหล ผมกับเพื่อนจึงเปิดถึงน้ำมันดูพบว่า น้ำมันยังอยู่ ไม่ได้หมด นี่พวกผมเข็นกันเกือบครึ่งชั่วโมง โดยที่น้ำมันไม่หมดนี่นะ แล้วผมก็เล่าเรื่องที่ว่าให้เพื่อนผมฟัง มันก็ฟังไปขนลุกไป มันเลยโทรไปหาแฟน เล่าเรื่องให้ฟัง ปรากฏว่าเมื่อหลายเดือนก่อนมีอุบัคิเหตุเฉี่ยวชน ผู้หญิงที่ขี่มอเตอร์ไซต์เสียชีวิต คนที่ผ่านแถวนั้นตอนกลางคืนเจอกันหลายคน แต่ไม่กล้าบอกเพราะกลัวแฟนมันกลัวเดี๋ยวจะไปกล้ากลับ

สรุปว่าผมกลัวไปเรียบร้อยแล้วครับ


เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ เรื่องหลอนๆ หลังความตาย ผมแปลกไป ของคุณ สมาชิกหมายเลข 970018
เรื่องหลอนๆ หลังความตาย ผมแปลกไป เรื่องหลอนๆ หลังความตาย ผมแปลกไป Reviewed by Nobibi on มิถุนายน 13, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.