คุณยายบอกว่าถ้าตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้

คุณยายบอกว่าถ้าตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้
เรื่องหลอน  คุณยายบอกว่าถ้าตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงไม่ได้แต่งขึ้นนะ เรื่องนี้เกิดตอนสมัยที่เราอายุราวๆ 18 – 19 ปี เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราย้ายมาอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด เราก็ได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งบ้านเราอยู่ติดกัน และต่อมาเราก็คบหากันเป็นเเฟน

เราไปเล่นบ้านแฟนบ่อยค่ะ ไปบ่อยจนสนิทกับคุณยายของแฟน แกรักและเอ็นดูเราเป็นอย่างดีซึ่งทำให้เราสนิทกับยายของแฟนมาก และต่อมาคุณยายเริ่มป่วย ทางบ้านของแฟนก็ต้องการหาคนมาดูแล เราจึงอาสาดูแลแกเอง เราดูแลแกตั้งแต่หาข้าว หาน้ำให้กิน พาอาบน้ำและดูแลทุกๆอย่างที่เราทำได้ แต่ด้วยว่ายายแก่มากแถมยังโรคภัยรุมเร้า อาการเลยไม่สู้ดีเท่าไหร่



วันหนึ่งยายแกพูดขึ้นว่า

"ถ้ากูตายกูจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้" 

ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจความหมายว่าแกจะสื่ออะไร ? ตายแล้วทำไมถึงกลับมาอยู่ที่บ้าน ? เรารู้แค่ว่าบ้านที่ยายอยู่กับเราตอนนี้เป็นบ้านของลูกสาวแกที่ตอนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ และแกรักบ้านหลังนี้มาก

และมาอยู่วันหนึ่งอาการของแกก็แย่ลงเรื่อยๆ จนลูกๆส่งตัวแกไปรักษาที่โรงบาลในกรุงเทพ ช่วงที่คุณยายไม่อยู่ เราก็อยู่บ้านกับแฟนสองคนค่ะ คอยทำความสะอาด ดูแลบ้านรอยายกลับมา

ขอย้อนกลับสักนิดหนึ่งนะคะ
บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ตกแต่งแบบสไตล์ฝรั่ง ทางเดินเข้าห้องครัวจะติดไฟแบบเปิดปิดอัตโนมัติ คือประมาณเดินเข้าไปในห้องไฟจะติดเอง ไม่ต้องมีสวิทไฟให้เปิดปิด และตรงที่เราปูที่นอนเวลาที่มาอยู่บ้านแฟนจะอยู่ใกล้ๆทางเดินเข้าห้องครัวค่ะ และข้างที่นอนจะมีโซฟาอยู่ติดๆกัน ซึ่งโซฟาตัวนี้จะตรงกับทางเดินเข้าห้องครัวเลย พอนึกออกใช่ไหมคะ ?


(เรื่องส่วนนี้เกิดขึ้นก่อนเรื่องคุณยายนะคะ) ก่อนที่เรื่องจะเกิดขึ้นคืนนั้นเราทะเลาะกับแฟนหนักค่ะ อารมณ์ตอนนั้นคืองอนมาก มาง้อฉันสิ! เราเดินหนีแฟนไปตรงทางเดินเข้าห้องครัว กะว่าจะทำเป็นเก็บของตึงตัง ให้แฟนรีบมาง้อ ซึ่งพอเท้าเหยียบลงตรงทางเดินไฟก็ติด แล้วเราก็แกล้งเก็บของไป บ่นไปซักพักใหญ่ๆ เขาก็ไม่ตามมาซักที เราก็หันไปมองทางโซฟาว่าแฟนเราตามมาหรือยัง ( จริงๆตอนนั้นปิดไฟนะคะ แต่ว่ามีแสงไฟจากข้างนอกสาดเข้ามาทำให้ไม่ได้มืดมาก )

เรามองเห็นเงาดำ เงาดำสนิท ไม่เห็นหน้าตา ไม่เห็นอะไรเลย ทั้งๆที่ไฟสาดเข้ามา เงานั้นนั่งตรงโซฟาแล้วหันหน้ามาจ้องเรา

ตอนนั้นเราคิดว่าเป็นแฟนเราค่ะ ด้วยความโมโหให้แฟนอยู่เลยพูดขึ้นว่า "จะนั่งจ้องทำไม ?" แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เราก็ยืนมองแบบไม่พอใจ (อารมณ์ตอนนั้นคือ จะไม่มาง้อตรูเลยใช่ไหม) พอจ้องไปจ้องมา ก็เริ่มรู้สึกๆแปลก ๆ ทำไมเงานั่งตรงนิ่ง ไม่ขยับหรือพูดบ้างเลย เราขยี้ตาแล้วมองไปอีกรอบแต่เงาก็นั่งที่เดิมและท่าเดิม

ทีนี้เริ่มกลัวแล้ว ในใจก็นึกว่าผีหรือเปล่าวะ 

แล้วไฟตรงทางเดินห้องควรที่เรายืนอยู่ก็ดับลง เราตกใจรีบกระทืบเท้าเพื่อให้ไฟติดแล้วก็เงยหน้ามองหลอดไฟ แต่ไฟก็ไม่ยอมติด พอหันหน้ากลับไปทางโซฟาเงาก็หายไปแล้ว


ตอนนั้นทั้งกลัวทั้งโมโห คิดว่าโดนแฟนแกล้งแน่ๆ เราเลยเดินกลับไปหาแฟนตรงที่นอน ไปเขย่าตัวเขาแล้วด่าว่า
"มานั่งตรงโซฟาจ้องหน้าทำไม พูดด้วยก็ไม่ตอบ!"
แต่ปรากฎว่าไม่ใช่อย่างที่คิด แฟนเรานอนหลับค่ะ งัวเงียตื่นขึ้นมา โมหาด่าเราว่าเป็นบ้าอะไรถึงมาเขย่าตัว

เราเล่าเหตุการณ์ให้แฟนฟัง ซึ่งแฟนก็ยืนยันว่าเขานอนหลับไม่รู้เรื่องจริงๆ เราคงตาฝาดไปเอง เราไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย กลัวหนักกว่าเดิม ในใจก็ตั้งคำถาม ถามตัวเองซ้ำๆ "แล้วใครมานั่งตรงโซฟา?" ผ่านไปซักพักเราก็ใจเย็นลง เลยกะว่าจะนอนแล้วเหมือนกัน ระหว่างที่ลุกขึ้นไปตรงที่ เราปูที่นอนไว้ ตาก็เหลือบไปตรงทางเดินเข้าห้องครัว

ทีนี้ตาค้างเลยค่ะ เงาที่เราเห็นนั่งตรงโซฟาก่อนหน้านี้ ไปยืนตรงนั้นหันมาทางเรา จ้องหน้าเราสักพัก แล้วเดินหายไปในความมืด เรารีบคลุมโปงกอดแฟนแน่น นอนกลัวจนเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้

จากนั้นเป็นต้นมาทุกๆวันที่เราเปิดประตูบ้านเข้ามา เราจะเห็นเงาดำรูปร่างคล้ายผู้ชาย เดินผ่านและหายไปตรงทางเดิน
ตอนแรกๆกลัว กลัวมาก แต่นานๆไป เห็นทุกๆวันก็เริ่มชิน (ลืมบอก เราเห็นผีตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ เห็นบ่อย จะเรียกว่าชินก็ได้มั้งคะ ? แต่เราไม่อยากชินเลย) 

คืนที่เกิดเหตุเรื่องคุณยายนะค่ะ

ญาติของแฟนที่ไปดูแลยายที่กรุงเทพ โทรมาบอกว่าอาการคุณยายแย่มาก ให้ทางเราเก็บทำความสะอาดบ้านและปูที่นอนที่คุณยายนอนประจำรอไว้ เพราะทุกคนคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว และจะพายายกลับบ้านที่ร้อยเอ็ด ให้แกมาตายที่บ้าน เราก็จัดที่นอนรอและทำความสะอาดบ้านตามที่ญาติบอก พอตกเย็นๆแฟนเราก็ชวน เพื่อน กับ แฟนของเพื่อน (ชื่อ พี่ปลา) มาทานข้าวที่บ้าน และชวนกันไปซื้อกับข้าวที่ตลาดมากิน

หลังจากไปตลาดเสร็จ พอมาถึงบ้านเราก็เปิดประตูบ้านตามปกติ และเราก็เห็นเงาดำเดินผ่านเหมือนเช่นเคย ตอนนั้นเราเริ่มชินแล้ว เราก็ถอดรองเท้าก้าวเข้าบ้านปกติพร้อมกับพี่ปลา (แฟนของเพื่อนแฟนเรา) แต่ตอนที่ก้าวเข้าบ้าน พี่ปลาก็พนมมือขึ้นแล้วยืนสั่น

เราถามพี่ปลาเห็นเหรอ พี่ปลาหันหน้ามาแบบซีดๆ มาทางเราแล้วก็ถามกลับด้วยเสียงสั่นๆ ว่า "แกเห็นเหรอ ?" 

เราก็หัวเราะในคอแล้วบอกว่า เห็นจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว พี่ปลาแกเลยยื่นถุงกับข้าวให้เราแล้วบอกว่า "งั้นพี่ฝากเอาไปแกะใส่จานนะพี่ไม่เข้าไปแล้ว" แล้วแกก็รีบเดินหนีไปนั่งหน้าบ้านแทน

เราก็เข้าบ้านไปตามปกติ แกะกับข้าวแล้วก็ยกมานั่งกินกันหน้าบ้าน พี่ปลากินข้าวแบบก้มหน้าก้มตา จนเราต้องถามแกว่า "พี่โอเคไหม ?" แกก็ถามเรากลับว่าเราอยู่ที่นี่ไปได้อย่างไร ตอนนั้นเราตอบแกไปว่า ชินแล้ว คงเป็นเจ้าที่เจ้าทาง

หลังจากกินเสร็จเราก็นั่งคุยกันจนเลย 5 ทุ่ม เกือบๆจะเที่ยงคืน พี่ปลากับแฟนเลยขอตัวกลับ หลังจากลากันแล้ว เราก็เก็บถ้วยชาม กะว่าจะยกเข้าไปล้างหลังครัว (ด้านนอกครัวจะเป็นบริเวณหลังบ้านค่ะ เป็นลานกว้างแบบโล่งๆ และตรงอ่างล้างจานจะมีหน้าต่างบานใหญ่อยู่ )

และเราก็เห็นเงาตะคลุ่มวิ่งผ่านไปมาใต้ประตู เราตะโกนเรียกแฟนว่าไปดูหลังบ้านให้หน่อยเห็นเงาวิ่งไปมากลัวจะเป็นโจรเข้าบ้าน แฟนเปิดประตูออกไป เปิดไฟ เดินดูรอบๆ แล้วก็กลับเข้ามาในบ้าน พร้อมบอกเราว่าเราคิดเยอะ อาจจะเป็นหมาแมวก็ได้ เราย้อนแฟนว่า หมาแมวบ้าอะไรวิ่งไปๆมาๆแบบนั้น ซึ่งแฟนเราก็ไม่ได้สนใจอะไรเดินออกไปทางหน้าบ้าน ส่วนเราก็ล้างจานอยู่หลังบ้านไป

เราก็ก้มหน้าล้างจานไปเรื่อยๆ จนเกือบจะเสร็จแล้ว แล้วเราก็เงยหน้ามองตรงออกไปทางหน้าต่าง สิ่งที่เห็นทำเอาตกใจจนจานแทบหลุดมือ ! เราเห็นคุณยาย ยืนอยู่นอกหน้าต่างในระดับที่สูงกว่าเรา และจ้องมาที่เรา เหมือนตัวแกลอยอยู่อะคะ (ไม่ได้จ้องมาแบบหน้ากลัวนะคะ) เราตกใจจนจานลื่นจะหลุดออกจากมือ เลยหันมาดูจาน พอเงยหน้าขึ้นอีกรอบแกก็หายไปแล้ว...

ตอนนั้นเราตกใจนะ แต่ก็ยืนคิดอยู่เงียบๆพักใหญ่ว่า อะไรกันยายแกยังไม่เสียสักหน่อย

ตอนนั้นดึกมากแล้ว เรากำลังจะเตรียมตัวเข้านอน ซึ่งก่อนไปอาบน้ำเราก็เดินไปเปิดประตูห้องนอนของยายไว้ กะว่าพอญาติๆพาแกกลับมาถึงบ้าน จะได้อุ้มแกเข้าห้องได้เลย แล้วเราก็ปูที่นอน อาบน้ำเตรียมตัวเข้านอนตามปกติ แต่เราไม่ได้บอกแฟนเรื่องที่เราเห็นยายมายืนตรงหน้าต่าง พอถึงเวลาใกล้จะนอน แฟนเราก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่พอเดินออกมาจากห้องน้ำ แฟนเราก็ส่ายหัว แล้วก้มหน้าเดินมาตรงที่นอน ทำทีท่าแปลกๆ

พอเราถามเป็นอะไร เขาก็บอกแค่ว่าไม่มีอะไร แล้วก็ล้มตัวลงนอนข้างเรา นอนเล่นกันไปสักพัก เราเริ่มง่วงจัดๆ กะว่าจะนอนแล้ว แต่แฟนเราท่าทีแปลก นอนกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ
เราก็พยายามถามว่า เป็นอะไร แฟนก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ

สักพักแฟนก็ลุกไปเข้าห้องน้ำอีกรอบ และรอบนี้เสร็จออกมาก็มีทีท่ากระวนกระวายแปลกๆ เหมือนรอบแรก แล้วเราก็ถามอีกรอบว่า เป็นอะไร แต่ครั้งนี้แฟนบอกเราว่า "ลุกขึ้นไปนอนบ้านป้ากันเถอะ" ตอนนั้นเราก็งงว่า อ้าวจะไปนอนบ้านป้าทำไม ? แต่เขาไม่ได้อธิบายอะไร รีบลุกไปเปิดไฟทุกดวงในบ้าน แล้วพาเราออกไปบ้านป้า ทั้งๆที่เปิดไฟทิ้งไว้

พอถึงบ้านป้า แฟนเราก็ยอมพูดให้ฟังว่าทำไมเขามีท่าทางแปลกๆ เขาบอกว่า รอบแรกหลังจากเข้าห้องน้ำ ตอนเดินกลับมาตรงที่นอน มันต้องเดินผ่านห้องนอนของยายที่เราประตูเปิดไว้ ตอนที่เดินกำลังจะผ่านห้องยาย แฟนเราก็เห็นยายแกนอนอยู่ในนั้น รอบแรกนึกว่าตัวเองตาฝาดเลยพยายามไม่สนใจอะไร แต่พอเห็นรอบสองเลยทนไม่ได้ เขารู้สึกกลัวมาก จึงชวนเราไปนอนบ้านป้า

ตอนนั้นเราเลยเล่าให้ฟังว่า ตอนหลังเที่ยงคืนที่เรายืนล้างจาน เราก็เห็นแกยืนตรงหน้าต่างเหมือนเข้าบ้านไม่ได้... เรามองหน้ากันสักพักแล้วก็พูดขึ้นพร้อมกันว่า

"ยายยังไม่ตายนี่ จะเป็นไปได้อย่างไร? "

เวลานั้นตอนนั้นก็ราวๆตีสามแล้วค่ะ เราก็พากันข่มตานอน

นอนไปได้สักพักเสียงโทรศัพท์ดัง เป็นลุงของแฟนโทรมาจากกรุงเทพ

"ยายเสียแล้วนะ จะพากลับบ้านเร็วๆนี้ แต่จะจัดงานศพที่บ้านป้านะ"

คำถามแรกที่เราถามกลับไป คือ

"แล้วยายเสียตอนกี่โมง?"

ลุงตอบกลับมาว่า ราวๆเที่ยงคืน.... เท่านั้นแหละ เรากับแฟนนั่งมองหน้ากัน ในใจคิดว่าที่เราเห็น คือ ยายแน่ๆ เหมือนที่แกเคยพูดไว้ว่า

”ถ้ากูตายกูจะกลับมาที่นี่...”

หลังจากคืนนั้นญาติๆ ของแฟนก็ได้นำร่างคุณยายกลับมาที่ร้อยเอ็ด เพื่อจัดงานศพที่บ้านของป้าแฟน ( ไม่ใช่บ้านที่แกอยู่ตอนป่วยนะคะ ) 

งานศพวันแรก 

ญาติๆ คนรู้จักก็ทยอยกันมางานตามปกติ ซึ่งงานผ่านไปด้วยดี ซึ่งหลังจากเสร็จงานวันแรก เรากับแฟนก็กลับไปที่บ้านหลังที่เรานอนประจำ (บ้านที่ยายบอกว่าจะกลับไปอยู่) เพื่อที่จะไปอาบน้ำแล้วนอนพัก พอเราถึงบ้าน ญาติคนอื่นๆก็โทรมาหาเรา สั่งเราให้เปิดไฟรอ คือตอนนั้นทุกคนกลัวคุณยายกันไปหมด จะไม่มีใครยอมเข้าบ้านหลังนี้ถ้าเราไม่เข้าไปเปิดไฟก่อน เราก็เข้าไปในบ้านเปิดไฟทั่วทั้งหลัง แล้วก็เข้าไปอาบน้ำเตรียมตัวจะนอน

หลังจากนั้นสักพัก ญาติคนอื่นๆ รวมถึงลูกชายและลูกสะใภ้ของคุณยายก็ตามมา ทุกคนเข้าไปในบ้าน เดินดูกันรอบๆ บ้านสักพัก แล้วก็มีคนเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนรับแขกและก็เปิดไฟทิ้งไว้ (จากที่พูดไว้ตอนแรกอะค่ะ ว่าบ้านของคุณยาเป็นบ้านสไตล์ฝรั่ง ในบ้านก็มีห้องนอนรับแขกเล็กๆอยู่ด้วย) แล้วลูกสะใภ้ของคุณยายก็เข้าไปในห้องรับแขกค่ะ แต่ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องไฟก็เริ่มติดๆดับๆ แกก็เดินมาเปิดๆปิดๆสวิตซ์ใหม่หลายรอบ ไฟก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่เหมือนเดิม แกก็ตามเราไปดูว่าไฟเป็นอะไร

ตอนนั้นเราบอกแกไปว่า “จริงๆ หลอดไฟห้องนี้ไม่น่าเสียนะ” เพราะเราพึ่งเปลี่ยนหลอดไฟไปเมื่อไม่นานมานี้เอง และปกติห้องนี้ก็ไม่มีใครเข้าไปอยู่แล้วเพราะว่าเป็นห้องนอนรับแขกที่แทบไม่ได้ใช้เลย ตอนที่คุยกันลูกสะใภ้ของคุณยายทำสีหน้าแบบกลัวๆ

จนแม่ของแฟนเดินมาเห็นเข้า แกก็มาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ? แล้วคุณแม่ก็ลองปิดสวิตซ์ลงแล้วเปิดไฟขึ้นมาใหม่ ไฟก็ยังติดๆดับๆ เหมือนเดิม เปิดอย่างไรก็ไม่ติด จนแม่แฟนพูดขึ้นว่า “ยายรึเปล่าที่ทำ ? ถ้าใช่ ! ขอให้ไฟติด” แล้วพอเปิดสวิตซ์อีกรอบ ไฟก็ติด …. แบบไม่ติดๆดับๆอีกแล้ว

หลังจากนั้นทุกคนก็ยิ่งกลัวกันไปใหญ่ ลูกสะใภ้ของคุณยายเลยไม่ไปนอนในห้องนอนรับแขกแล้ว และญาติๆ ทุกคนก็พากันมานอนรวมกันข้างนอก ตรงห้องนั่งเล่นที่เรากับแฟนนอนแทน ตอนนั้นคนเต็มบ้านไปหมดเลยคะ ตัวเราเลยหนีไปปูที่นอนในห้องกินข้าวข้างๆ ครัวแทน

พอเราเตรียมที่นอนของเราเสร็จ เราเดินมาดูว่าทุกอย่างปกติดีไหม ปรากฏว่าทุกคนพากันอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันนอกบ้านกันหมด (ข้างบ้านมีโอ่งเก็บน้ำอะค่ะ ) เราก็งงๆ เดินเข้าไปถามว่าทำไมอาบน้ำรวมกัน ทำไมไม่อาบในห้องน้ำ ทุกคนก็หันมาพูดพร้อมกันว่ากลัวยาย เราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แล้วก็เข้านอนไป คืนนั้นทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี เรานอนหลับสบาย ตื่นมาก็ไปที่งานศพแต่เช้าเพื่อไปทำกับข้าวเตรียมรอรับแขกที่จะมา

แล้ววันนั้นตอนบ่ายแก่ๆ ลูกสาวของคุณยายคนที่เป็นเจ้าของบ้านหลังที่ยายอยู่ก็มาร่วมงานด้วย (แกพาเด็กผู้หญิงที่เป็นลูกสาวของเพื่อนแกมาด้วย) ซึ่งสาเหตุที่ลูกสาวคุณยายมาถึงงานช้า ก็เนื่องจากเพิ่งบินกลับมาจากเมืองนอก และงานวันที่ 2 ก็ผ่านไปด้วยดี ญาติคนอื่นๆก็ ทยอยกันมาร่วมงานเต็มไปหมด พอค่ำก็แยกย้ายกันกลับ

ค่ำวันนั้นเรากับแฟนก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์กลับบ้านกัน ยังไม่ทันถึงบ้านดี ญาติแฟนก็โทรมาหาว่า ถึงบ้านกันหรือยัง ! รีบๆกลับไปเปิดไฟไว้ให้หมด! เห้อ… ในใจตอนนั้น เราคิดว่า ทุกคนจะกลัวอะไรกันนักกันหนา แต่เราก็รีบกลับไปทำตามที่เขาบอกและรีบเข้าไปอาบน้ำก่อนที่ญาติคนอื่นๆจะกลับมาบ้านกันหมด
พอญาติมาถึง แต่ละคนก็ยังคงมีท่าทางกลัวๆกัน แต่ลูกสาวคุณยายที่กลับมาจากเมืองนอก แกไม่กลัวค่ะ แกบอกว่าจะนอนที่ห้องนอนของยาย แล้วก็เข้าไปในห้องนั้น เอาข้าวของไปเก็บไว้ แล้วก็ไปอาบน้ำเตรียมตัวนอน

สำหรับเราคืนนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ แปลกซะอีกว่าเรานอนหลับสบาย ทั้งที่ๆคนเต็มบ้าน คือ ปกติเราเป็นคนที่นอนหลับค่อนข้างยากนะคะ ได้ยินเสียงนิดเสียงหน่อยเราก็จะรู้สึกตัวแล้วก็ตื่น แต่...คืนนั้นเราหลับเป็นตาย

จนเช้าวันต่อมา

เด็กผู้หญิงก็มาเขย่าตัวเรา ปลุกเราให้ตื่น (เด็กผู้หญิงคนนี้มากับลูกสาวของยายที่เป็นเจ้าของบ้าน) น้องมาเขย่าตัวเรานาน พอสมควร (จากที่น้องบอก) จนเราตื่นแล้วถามนางว่ามีอะไรเหรอ เด็กคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อยค่ะ น้องเป็นเด็กไทยที่ไปโตที่เมืองนอก เราเลยพูดไทยคำอังกฤษคำกับน้อง แล้วน้องก็เล่าให้เราฟังว่า


“Last night, Grandma… she tun on the light“ เมื่อคืนคุณยายมาเปิดไฟกับปิดแอร์ และเปิดพัดลมในห้อง ….

ตอนที่น้องมาคุยกับเรา ลูกสาวคุณยายก็ตื่นแล้วค่ะ ลูกสาวคุณยายก็เดินออกมาดูว่าคุยอะไรกัน และด้วยความที่แกไม่กลัวคุณยายเราเลยกล้าถามเด็กต่อว่า

“Who did it ? And what happen after that ? ใครทำแล้วเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น ?”

เด็กบอกว่า พอแอร์ปิดเองลูกสาวคุณยายแกรู้เลยค่ะว่าเป็นคุณยายแน่นอน เพราะแกชอบโทรมาบ่นคุณยายว่าอย่าเปิดแอร์บ่อยมันเปลืองไฟนะตอนนั้นพอเห็นแอร์ปิดแล้วพัดลมเปิดเองแกเลยพูดเสียงแข็งขึ้นว่า
“แม่ตายไปแล้วก็อยู่ส่วนคนตายอย่ามาหลอกคนเป็นนะ!!” 

หลังที่เด็กเล่าให้เราฟังจนจบ เราก็ลุกไปหาลูกสาวคุณยาย ไปถามว่าสิ่งที่เด็กเล่ามาจริงเหรอ ? แกตอบว่า จริงทั้งหมด…. แล้วแกก็บ่นๆประมานว่าตายแล้วมาหลอกลูกกับหลานทำไม ตายแล้วไม่อยู่ส่วนคนตาย

และไม่ได้จบแค่นั้น มีอีก คืนนั้นญาติคนอื่นที่นอนอยู่ในห้องนั่งเล่น ก็ได้ยินเสียงจากในครัว เป็นเสียงเหมือนมีคนสับอะไรสักอย่างบนเขียง แล้วก็มีเสียงตามมาเหมือนคนตั้งเตาไฟจะทำกับข้าว เสียงค่อนข้างดังค่ะ ทุกคนเลยตื่นขึ้นมามองหน้ากันว่าใครมาทำกับข้าวเวลาดึกดื่นป่านนี้ แต่พอดูดีๆ สรุปว่าทุกคนนอนเรียงกันครบหมดค่ะ ไม่ได้มีใครลุกไปทำกับข้าว

เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนต้องลุกไปดู แต่พอเดินไปถึงครัวเสียงก็เงียบไป …. จะบอกว่าเป็นเสียงจากข้างบ้านก็ไม่ใช่ เพราะเป็นหลังนี้เป็นบ้านเดี่ยวและเสียงก็ดังมาจากห้องครัวจริงๆ ….

ทุกคนกลัวกันมาก ไม่มีใครกล้านอนต่อกัน ทุกคนพากันอยู่กันยันเช้าถึงเผลอหลับไป ยกเว้นลูกสาวยายที่นอนในห้อง กับเราค่ะที่นอนอยู่ในห้องกินข้าว… และมีแต่เราคนเดียวที่หลับสนิทแบบไม่รู้เรื่องอะไร ทั้งๆที่เรานอนห้องติดกับครัว เราคิดว่าแกคงเจตนาให้เราไม่รับรู้…

จนมาถึงวันเผา ทุกคนไปร่วมงานแต่เช้า เราก็ยืนต้อนรับแขกอยู่ที่งาน แล้วอยู่ดีๆ ก็มีคนเดินมาถามเราว่า “งานศพใครเหรอหนู ? ”

เราก็ตอบไปว่ายายคนนี้ ชื่อนามสกุลนี้ คนที่ถามแกก็ตกใจ แกบอกว่า “เป็นไปได้อย่างไร ฉันเห็นแกนั่งข้างๆลูกสาวแกแล้วยิ้มมาให้ฉันอยู่เลย”


เราถามกลับว่า นั่งตรงไหนชี้ให้ดูหน่อย ? แกก็ชี้ไปตรงที่ลูกสาวคนโตของคุณยายนั่ง “ก็เก้าอี้ข้างๆกัน” เราหันไปก็เจอแต่เก้าอี้ว่างๆ ที่ไม่มีใครนั่ง…..

ตลอดทั้งงาน มีแขกและญาติผู้ใหญ่เข้ามาในงานเรื่อยๆ ก่อนหาที่นั่งทุกคนก็เดินมาทักมาไหว้ลูกสาวยาย แล้วก็เดินไปนั่งเก้าอี้ตัวอื่นกันหมด เก้าอี้ตัวนั้นไม่มีใครนั่งจริงๆ ตลอดทั้งงาน …

หลังจากเสร็จจากเผาศพคุณยายในวันนั้น ลูกสาวแกที่เป็นเจ้าของบ้านก็นิมนต์พระมาทำพิธีเอาสายสิญจน์พันรอบบ้าน แล้วก็ไม่มีใครเจอหรือฝันเห็นคุณยายอีก

ทุกอย่างก็เหมือนจะกลับมาเป็นปกติค่ะ แต่ไม่เลย เรื่องยังไม่จบแค่นี้ เราที่ยังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้น แทบไม่เป็นอันหลับอันนอน แทบทุกคืนจะได้ยินเสียงคนคุยกันตรงหน้าต่างแว่วมาตามลม พอเราลุกไปดูเสียงก็เงียบหายไป

มีอยู่คืนหนึ่งเรานอนดูทีวีกับแฟนอยู่ เราก็เหลือบตาไปเห็นเงาดำสนิท จ้องมองมาทางเรากับแฟนจากทางหน้าต่าง เราสะกิดแฟนแล้วหันไปทางเงาพร้อมๆ กัน แทนที่เงาจะหายไปเลยใช่ไหมค่ะ…. ไม่เลยค่ะ เงาค่อยๆเลื่อนลงทางด้านล่างจนหายไปแทน
ตอนนั้นเรากับแฟนวิ่งออกไปข้างนอกกัน เพื่อที่จะดูว่าเป็นใครมาจากไหน แต่ก็ไม่มีใคร …

ทุกๆคืน จะมีเงาดำรูปร่างผอมเพรียวเหมือนคุณยายที่เสียไป ยืนเอามือสองข้างเกาะขอบหน้าต่าง ชะเง้อหน้าเข้ามาดูเราสองคน แต่เราไม่กลัวค่ะ เรารู้ว่าเป็นคุณยาย แกคงอยากเข้าบ้านแต่เข้าไม่ได้ เรื่องเล่า pheex3.comเพราะมีสายสิญจน์พันไว้อยู่รอบบ้าน เป็นอยู่แบบนี้แทบทุกคืนจนเราย้ายออก

และหลังจากที่เราย้ายออกไปแล้ว เราได้ยินมาจากญาติแฟนว่าสายสิญจน์พันไว้อยู่รอบบ้านขาดเพราะพายุเข้า
คนที่ดูแลบ้านหลังนั้นก็เข้าไปดูความเสียหาย แล้วพอเปิดเข้าดูในห้องนอนก็เห็นคุณยายนอนอยู่ในห้อง พอเห็นอย่างนั้นคนที่ดูแลบ้านก็วิ่งออกมาทันทีโดยไม่ได้ล็อกประตู ตอนนั้นเราคิดว่า สงสัยแกจะเข้าบ้านได้แล้ว และเราก็ไม่ได้ถามต่อ

หวังว่าคนอ่านจะจินตนาการตามนะคะ เราอยู่จุดที่เห็นอะไรบ่อยจนชิน (แต่เราก็ยังกลัวอยู่นะค่ะ) ว่างๆจะมาเล่าเรื่องที่เจอผีที่ทำงานให้ฟังนะ


อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน



คุณยายบอกว่าถ้าตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ คุณยายบอกว่าถ้าตายไปแล้วจะกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ Reviewed by Nobibi on กรกฎาคม 11, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.