ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม

เรื่องเล่า ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม

ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม
ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม

สวัสดีครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นจากต่างแดน เมื่อประมาณ สองปีที่แล้วครับ พอดีว่าเป็นช่วงประจวบเหมาะที่ ผมกลับสู่ประเทศไทยเมื่อสองปีที่แล้วครับเลยถือโอกาสนำมาเขียน เล่าสู่กันฟังครับ อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ เพราะระยะเวลาที่ผมจะเล่าคือ 1 ปีกว่าๆ เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ  

หลังจากที่ผมเรียนจบ ม.6 จบทั้งๆที่ยังไม่รู้เลยว่าจะเรียนอะไร จะทำอะไรต่อ ทางบ้านก็เลยอยากให้ไปค้นหาตัวเองที่ต่างประเทศดู ไปเปิดหูเปิดตาที่เมืองนอก แล้วค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อ  ผมเลยเลือกที่จะไปเรียนภาษาด้วยตัวคนเดียวที่ เมือง โอ๊คแลนด์ (Auckland) ประเทศ นิวซีแลนด์



ก่อนไปเนี่ย แม่อยากพาไปทำบุญกับแม่ชีท่านหนึ่ง แม่อยากพาผมไปให้ท่านให้พรเพราะว่าจะจากบ้านไปนาน ผมยอมรับว่าตอนแรกเป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ว่าถ้าทำให้แม่สบายใจผมก็ตกลงที่จะไป แม่พาผมมาที่ ที่ปฏิบัติธรรมที่หนึ่งแถววังน้ำเขียว พวกเรามาถึงแต่เช้าทันทำวัดเช้าพอดี ขณะที่กำลังสวดมนต์ ผมก็สังเกตว่าแม่ชีท่านนี้มองข้ามมาที่ผมอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งทำวัดเช้าเสร็จแม่ก็กำลังจะพาผมไปขอพรกับแม่ชีท่านนี้เพราะว่าญาติโยมที่รอจะพบท่านก็เยอะพอสมควรบางทีอาจจะต้องใช้เวลานาน ปรากฏว่า ยังไม่ทันได้ลุกออกจากที่นั่ง ท่านก็มาอยู่ข้างหลังผมแล้ว แม่ก็ถือโอกาสกราบนมัสการท่าน แล้วก็บอกให้ท่านทราบเรื่องการเดินทาง

ท่านตอบรับ แล้วก็บอกแม่ว่า  “ข้างนอกมีโรงทาน ไปหาอะไรลองท้องก่อนสิ” แม่ก็ทำตามที่ท่านสั่งอย่างว่าง่าย

หลังจากนั้นท่านหันมามองที่ผมแล้วถามว่า  “ศรัทธราในศาสนาไหม?”

ผมตอบรับไปว่า “ครับ”

“จริงๆเราก็ไม่อยากให้ไปหรอกนะ เป็นลูกหลานย่าโมเหมือนกัน แต่ว่า กรรมเนี่ยเคยไปทำอะไรไว้ก็ต้องชดใช้มันละนะ ต่อให้หนีไปอยู่ที่ไหนยังไงก็ต้องมาพบกันอยู่ดี” 

ผมก็กึ่งงง กึ่งตกใจนิดหน่อยกำลังจะถามว่าท่านพูดถึงเรื่องอะไร
แล้วท่านก็พูดต่อว่า “เราไปก้าวก่ายกรรมของใครไม่ได้หรอก ไม่ใช่เรื่องของเรา เอาอย่างนี้ละกัน”

ท่านเงียบไปพักหนึ่งแล้วก็บอกว่า “ความพยาบาทเนี่ย บางทีมันก็มากับรอยยิ้มก็ได้นะ”

“ถึงตอนนั้นคนที่จะช่วยเราได้ก็มีแต่ตัวเราเองนี่แหละ”

แล้วท่านก็เดินผ่านไป ทิ้งผมไว้กับความสงสัยที่มีอยู่เต็มหัว ก่อนจะกลับบ้านแม่ก็ถามว่าท่านให้พรว่ายังไงบ้าง ผมก็โกหกไปว่าให้พรตามปกติเพราะไม่อยากให้แม่เป็นห่วง จนถึงวันที่ผมต้องจากบ้านไปอยู่จ่างประเทศ

ช่วงแรกที่ผมมาอยู่ที่ โอ๊คแลนด์เนี่ยผมมาอยู่กับโฮสก่อน เพราะภาษาอังกฤษผมยังอ่อนมาก ผมมาอยู่ที่ ทาคาปูน่า (Takapuna) ที่นี่เป็นเมืองที่วิเศษมากมีทั้งและภูเขาห่างกันนิดเดียว ออกจากบ้านเดินไปซอยหนึ่งก็เจอชายหาดแล้ว เหมือนสวรรค์มาก 55555 เลยทำให้ผมลืมเรื่องที่คุณแม่ชีบอกไว้เสียซะสนิท  จึงขอข้ามตรงนี้ไปละกัน

สองเดือนผ่านไป พออยู่ได้ซักพักปีกกล้า ขาแข็งจึงย้ายออกมาอยู่ที่อพาร์ทเม้นท์เพื่อที่จะช่วยที่บ้านลดค่าใช้จ่ายด้วย ผมก็ใช้เวลาช่วงที่อยู่กับโฮสเนี่ย หาหอพักไปในตัว แล้วก็ให้เพื่อนคนไทยที่เขาอยู่มาก่อนซักพักช่วยหาด้วย  ผมเป็นคนที่ง่ายๆ สบายๆอยู่แล้วยังไงก็ได้ นอนที่ไหนก็ได้ผมเลยมองที่ราคาเป็นหลัก ปรากฏว่าไปเจออยู่ที่หนึ่ง โอ้โห ราคาต่ำกว่า ที่พักทั่วไปพอสมควร แล้วจากสถานที่พักตั้งอยู่บนถนนเส้นหนึ่ง ที่ใช้เวลาเดินแค่ 10-15 นาทีก็ถึงใจกลางเมืองแล้ว พอเห็นอย่างนั้นก็ติดต่อไปเลย แล้วพรุ่งนี้ก็ตัดสินใจไปดูสถานที่จริง

พอถึงวันที่ไปดูสถานที่จริง ผมกับใช้เวลาพอสมควร  ในการหาอพาร์ทเม้นที่ผมติดต่อไว้ เพราะว่าที่พักที่ผมสนใจเนี่ย มันดูไม่เหมือน อพาร์ทเม้นเลย จะเรียกว่าอพาร์ทเม้นก็ไม่ถูก ตึกที่ผมสนใจเนี่ยมันมีแค่สี่ชั้น แล้วชั้นสำหรับพักเนี่ยคือชั้นสามชั้นเดียว เป็นที่พักที่แปลก ทั้งชั้นมีห้องนอนอยู่สองห้อง ห้องแรกสำหรับสี่คนมีเตียงสองชั้น สองเตียง ห้องที่สองสำหรับนอนสองคน มีสองเตียง มีห้องน้ำ ห้องครัวภายในชั้น คือพอลิฟต์ปิดออกมาก็เจอครัวเลย ซ้ายกับขวาเป็นห้องนอน และข้างๆเป็นห้องน้ำ ริมซ้ายสุดเป็นระเบียง ริมขวาสุดคือบันไดหนีไฟ ข้างๆครัว คือห้องของแลนลอร์ด แต่โอเค ถึงมันจะดูแปลกๆไปหน่อยแต่ถ้าเทียบกับราคาที่ถูกสุดๆแล้วก็โอเคครับ ผมจึงตกลงกับแลนด์ลอร์ดของที่นี่ ที่จะพักห้องสำหรับสองคน  แลนลอร์ดของที่นี่ผมขอแทนชื่อเธอว่า ทับทิม นะครับ ทับทิมเป็นผู้หญิงชาวเวียดนามวัยกลางคน เธอทำงานที่นี่ครับ เธอดูท่าทางเป็นมิตรนะ แต่เวลาที่ยิ้มนี่ดูจะแปลกๆไปซะหน่อย เหมือนมันไม่ได้มาจากความรู้สึกจริงๆ

ผมพักห้องสำหรับสองคนกับรูมเมทคนไทยที่อยู่นิวซีแลนด์ก่อนหน้าผมมานานแล้ว ผมขอแทนเธอว่า มิ้ง ละกันนะครับ เธอเป็นผู้หญิงครับ มาเรียนโรงเรียนเชฟที่นี่ครับรุ่นราวคราวเดียวกับผม เธอเป็นคนง่ายๆครับ เฟรนลี่ เราทั้งคู่ไม่ค่อยซีเรียส เรื่องที่มีรูมเมทเป็นเพื่อนต่างเพศซักเท่าไหร่ ต่างคนค่างอยู่ในเขตของตัวเอง  ผมพักที่นี่ได้ประมาณ 3 อาทิตย์ วันหนึ่งผมกับมิ้ง เราก็คุยเรื่องเกี่ยวกับหนังผีกัน
แล้วเธอก็วนมาถามผมว่า

“คิดว่าทับทิมเป็นคนยังไงหรอ” 

ผมบอกว่า “เธอก็น่ารักดีนะ อัธยาศัยดี เจอกันทีไร เธอก็ยิ้มให้ตลอด ทำไมหรอ” 

เธอบอกว่า “ไม่รู้สิ เราอยู่ที่นี่มานานแล้วมั้ง เรารู้สึกว่าเธอดูแปลกนะ เธอชอบพูดภาษาบ้านเกิดเธออยู่คนเดียว พูดกับคนที่นี่น้อยมาก แต่บางทีเธอก็อยู่กับแฟนของเธอมั้ง เพราะเคยได้ยินเสียงผู้ชายด้วย แต่ยังไม่เคยเจอหน้าซักที”

แล้วเธอก็พูดต่อว่า “เราไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใครเลยนะ บางทีก็รู้สึกกลัวเธอเหมือนกัน เราไม่ชอบเลยเวลาที่ได้อยู่ที่กับเธอแค่สองคนทั้งชั้นเนี่ย เวลาคนอื่นๆยังไม่กลับมา”

ผมแปลกใจนิดหน่อยที่เธอระบายเรื่องนี้ให้ผมฟัง แต่ก็แค่ตอบกลับเธอคงจะคิดมากไปละมั้ง แล้วก็แยกย้ายกันทำธุระส่วนตัว

หลังจากนั้นผมก็ไปเรียนตามปกติ แต่ผมสังเกต เวลาทับทิมมองผม มันผิดไปจากปกติ เธอมองผมด้วยปากที่ยิ้ม กับตาที่จ้องเขม็ง ทำให้มันดูสยองนิดๆ จนวันหนึ่ง ผมมีปาร์ตี้ที่บังกะโล  วันนั้นเป็นศุกร์ครับ หลังจากเรียนเสร็จผมจึงกะจะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวก่อน แล้วค่อยออกไป พอผมมาถึงห้อง แล้วไม่เจอใคร จึงคิดว่าเธอคงยังไม่กลับมาจากที่เรียนละมั้ง พอแต่งตัวเสร็จผมจึงออกไปก่อนโดยที่ไม่ได้บอกเธอว่า คืนนี้ผมคงจะกลับมาที่ห้องนี้ดึกแน่ๆ……

คืนนั้นผมดูดและดื่มไปเยอะมากจึงทำให้ใช้เวลาไปดึกมาก จึงจะกลับมาถึงห้อง คืนนี้แปลกมากเพราะรูมเมทผมเธอ ไม่ได้อยู่ที่ห้องแต่ตอนนั้นผมไม่ได้แปลกใจมากเพราะคืนนี้คืนวันศุกร์ จะกลับดึกหรือค้างที่อื่นคงจะไม่แปลกอะไรนัก ผมจึงหลับไปด้วยความเมา ผมตื่นมาอีกทีในบ่ายของวันเสาร์แต่ก็ยังไม่เห็นเงาของเธอเลย หรือเธอจะไปเที่ยวนอกเมืองรึเปล่านะ จะโทร หรือ ส่งข้อความไปหาเธอก็ไม่ได้เพราะเราไม่ได้แลกเปลี่ยน เบอร์โทร หรือ โซลเชี่ยลต่างๆกันเลย  ผมจึงออกไปหาอะไรกินและกลับมาทำการบ้านในช่วงดึก

ขณะนั้นน่าจะประมาณสี่ทุ่ม การบ้านผมเสร็จพอดีกะว่าจะออกไปหาอะไรกินซักหน่อย แต่ผมก็ได้ยินเสียงทับทิมบ่นพึมพำๆ คนเดียว ตามด้วยเสียงตะหวาดของผู้ชายวัยรุ่นๆ แล้วเสียงของทับทิมก็กลายเป็นร้องไห้ สะอึกสะอื้น ผมเลยออกมากดลิฟต์ ขณะกดลิฟต์นั้นผมแนบหูไปกับผนังห้องของแลนลอร์ด แล้วก็มีเสียงกระแทกกับมา ตุ้บบ!! ผมสะดุ้งโหยงเลย แล้วรีบลงลิฟต์ออกไปหาอะไรกิน แล้วดึกๆค่อยเข้ามานอนทีเดียวเลย

สายๆของวันต่อมาผมถูกปลุกด้วยเสียงเคาะประตูจากข้องนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าของคนอีก 3 คนที่เปิดประตูเข้ามาแบบรีบร้อน รูมเมทผมนั่นเอง เธอเข้ามาพร้อมท่าทีที่หวาดกลัว

เธอหันมาบอกผมว่า “เราขอโทษนะ เราอยู่ไม่ได้แล้วจริงๆ เราต้องออกแล้ว” เธอพูดพลางเก็บของยัดใส่กระเป๋าด้วยความรวดเร็ว

“เห้ย เดี๋ยวสิ อะไรกันเนี่ย เราตั้งตัวไม่ทัน มีอะไรรึเปล่าเนี่ย” ผมถามกลับไปด้วยความรวดเร็ว

เธอไม่ตอบ เธอและเพื่อนอีกสองคนช่วยกันเก็บของลงกระเป๋าเดินทางและกล่องลังด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะออกจากห้องไปเธอหันมามองผม แล้วบอกว่า

“เราว่าเธอย้ายออกจากที่นี่พร้อมเราเถอะ อย่าไปยุ่งกับผู้หญิงคนนั้นเลย เราเตือนด้วยความหวังดีนะ”

เธอบอกพร้อมกับประตูลิฟต์เธอเปิดออก ก่อนจะทิ้งความสงสัยในหัวผมไว้อีกแล้ว ผมเลยตัดสินใจไปถามทับทิมว่าเกิดอะไรขึ้น เธอออกไปแล้วหรอ ทับทิมบอกประมาณว่า ใช่เธอเจอห้องพักใกล้กับโรงเรียนของเธอ พร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้าปกติตามเดิม

    หลังจากนั้นผมต้องนอนคนเดียวไปสามคืนก่อนที่ทับทิมจะแนะนำรูมเมท คนใหม่ให้ผมชื่อ มาซารุ ครับเป็นคนญี่ปุ่น อายุราวๆ 29 มาทำงานอยู่ที่บาร์เกย์ ในตัวเมืองครับ ตอนแรกที่ผมรู้ว่าเขาเป็นเกย์ ผมค่อนข้างที่จะแอนตี้นะ ผมเคยมีประสบการณ์ที่เกือบจะถูกลวนลาม ช่วงเดือนแรกๆที่มาที่นี่ แต่พอมาได้รู้จักมาซารุก็ทำให้มุมมองผมเปลี่ยนไป คนบางกลุ่มเท่านั้นที่แย่ๆ คนบางทียังมีอีกเยอะครับ


พอมาซารุย้ายมาได้ไม่นาน ผมก็เห็นคนแก่คู่หนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย ตา ยายคู่นี้คือแม่ของทับทิมครับ ทับทิมมาบอกว่าต่อจากนี้พ่อและแม่ของเธอจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ด้วยนะ พวกเขาทั้งสองคนพูดอังกฤษได้แค่งูๆปลาๆเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรก็มาบอกเธอ ทั้งคู่ดูเหมือนตายายธรรมดาคู่หนึ่ง พวกเขายิ้มให้ผมอย่างอบอุ่น ที่มองแล้วทำให้รู้สึกเหมือนคุณตากับคุณยายที่บ้านเลย คุณยายเธอดูเหมือนผู้หญิงแม่บ้านธรรมดาทั่วไป แต่คุณตานี่สิ เขามาพร้อมกับลูกประคำที่คอและที่มือ ไหว้ผมโล้นๆ ทำให้ดูเหมือนพระจีนยังไงอย่างงั้น

หลังจากครอบครัวนี้เข้ามาทำให้ช่วงเวลากลางคืนของผมต้องเปลี่ยนไป เพราะก่อนนอน คุณตาจะต้องเคาะสิ่งของอย่างหนึ่ง ที่ผมมารู้ทีหลังคือ มู่อวี๋ ที่ดัง ป้อก ป้อก ป้อก พร้อมกับเสียงสวดมนต์ อย่างเป็นจังหวะที่ทำให้ยากจะข่มตาหลับ แต่ทั้งห้องผมและอีกห้องหนึ่งก็ไม่มีใครปริปากบ่นอะไร ช่วงเวลานั้น พวกเขาทั้งสองเหมือนจะเอ็นดูผมเอามากๆ เจอกันทีไรก็จะต้องทักทายกันตลอด

จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ตอนนั้นหน้าหนาวมาถึง เมืองที่ผมอยู่เป็นอะไรที่หนาวมากๆ ในตอนเช้าหลังจากที่ผมกินข้าวและจะแต่งตัวไปเรียน ทับทิมเธอมาหาแล้วก็เอาถุงเท้ามาให้

ผมก็ถามอย่างประหลาดใจว่า “เอามาให้ทำไมหรอครับ?”
ทับทิมเธอบอกผมว่า “แม่ของฉันฝากเอามาให้ยู เพราะว่าตอนนี้มันหนาว แล้วยูก็ดูเหมือนน้องชายของฉัน”

ด้วยความที่ผมเป็นคนที่ไม่ชอบทำร้ายน้ำใจคนอื่นผมจึงรับไว้และฝากไปขอบคุณแม่ของเธอด้วย แต่แล้วเรื่องแปลกๆก็เกิดขึ้นตอนที่ผมไปเรียนมีเพื่อนชาวโคลัมเบียคนหนึ่งมาทักผมว่า

“อ้าว เมื่อกี้ยังอยู่ห้องน้ำอยู่เลย แล้วตอนนี้มาอยู่ที่แคนทีนได้ไง” ผมก็งง เพราะเรียนเสร็จผมก็ตั้งใจลงมากินข้าวก่อนเลยเพราะคนเยอะ

มันก็บอกมาอีกว่า “ก็ตอนแรกไอเรียนเสร็จแล้วออกมาเข้าห้องน้ำ พอเข้าเสร็จออกมาว่าจะไปกินข้าวแล้วเดินสวนกับยูพอดี ไออุส่ารอยูเข้าห้องน้ำ ตั้งสิบนาทีเพื่อที่จะได้ลงมากินข้าวด้วย เรียกก็ไม่ตอบอีก”

ผมจึงบอกว่าผมลงมานี่พร้อมกับเพื่อนอีกกลุ่มก่อนแล้ว ไม่เชื่อถามดูก็ได้ มันก็งงๆแล้วก็แยกออกไปหาอะไรกิน

หลังจากนั้นไม่นานครอบครัวของทับทิมก็เอากางเกงขายาวมาให้ผม พร้อมกับประโยคเหมือนครั้งที่แล้วว่า คุณเหมือนน้องชายของฉันนะ มันหนาวแล้วช่วงนี้ เอาไปใส่เถอะแต่ครั้งนี้ผมถามกลับไปว่า
“แล้วน้องชายของคุณเขาไม่ใส่มันแล้วหรอ ทำไมละ”

ทับทิมยิ้มให้ผม แล้วก็ตอบกลับมาว่า “อ๋อ ตอนนี้เขาไม่ใส่ของแบบนี้แล้วละ” ผมก็รักษาน้ำใจรับมาแล้วก็เอายัดไว้ในตู้เผื่อว่าคืนไหนหนาวจะได้เอามาใส่ ช่วงที่ผมรับเอาของพวกนี้มา จะมีคนเจอฝาแฝดผมบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นรูมเมท หรือแม้แต่อาจารย์ ที่ทุกคนเจอคล้ายๆกันคือเรียกแล้วไม่หัน คุยด้วยแล้วไม่ตอบ ทำให้ผมคิดว่ามันชักจะแปลกๆ ยังไงๆอยู่

จนมีอยู่คืนหนึ่ง คืนนั้นหนาวมากหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ วันนั้นน่าจะเป็น weekend เครื่องซักผ้าเลยมีคนใช้เยอะมาก ผ้าก็ไม่ได้ซัก ผมเลยได้โอกาสเอากางเกงมือสองมาลองใส่ ในความคิดผมรูปทรง คุณภาพมันก็ยังดีอยู่นะ ทำไมเขาเอามาให้เราใส่หว่า แต่ก็ไม่อยากคิดเยอะ มีใส่ก็ดีเลย เลยผลอหลับไปด้วยความง่วงพร้อมกับเสียงสวดมนต์ของคุณตาและเสียงเคาะป๊อก ป๊อก ป๊อก

คืนนั้นผมฝันครับ ว่ามาอยู่ข้างล่างอพาร์ทเม้น ที่ตั้งของตึกนี้ตั้งอยู่บนสี่แยกนะครับ ผมเจอผู้ชายคนหนึ่งอยู่อีกฝั่งของถนน เขามองมาที่ผมอยู่ก่อนหน้าแล้ว จากนั้นเขาก็ไหว้ แล้วก็เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าผม เขายิ้มให้ก่อนที่จะโผเข้ามากอดผม แต่มันเป็นกอดที่น่าสะอิดสะเอียนต่างจากกริยาท่าทางของเขามาก กลิ่นเหม็นเน่าที่ผมได้จากเขา แล้วเขาก็กระซิบ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นภาษาอะไร แต่ผมเข้าใจความหมายว่า “อีกไม่นาน อีกไม่นาน”

แล้วผมก็สะดุ้งตื่นในตอนเช้า รู้สึกนอนไม่พอ เหมือนถูกดูดพลังชีวิต วันนั้นผมเหม่อทั้งวันเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ใช้เวลาอยู่ในห้องคนเดียว เหมือนถูกดูดพลังชีวิตไปเลย จนได้ไปอาบน้ำแต่งตัวถึงค่อยดีขึ้น

ช่วงนั้นผมไม่ค่อยอยากไปไหน ไปเจอกับใครเลยครับ แต่รู้สึกอยากเจอกับตากับยายแล้วก็ทับทิมบ่อย รู้สึกอบอุ่นมาก เหมือนได้เป็นครอบครัวเดียวกันเลย จนถึงวันจันทร์ผมก็ไปเรียนตามปกติ ช่วงนี้ไม่ค่อยมีใครมาทักเรื่องฝาแฝดแล้ว แต่ก็มีเรื่องแปลกอย่างอื่นเข้ามาเช่น มีคนรู้จัก มองผมซ้อนทับเป็นผู้ชายอีกคนบ้าง จำผมไม่ได้บ้าง

ผมพึ่งมาสังเกตได้ก็ตอนครั้งที่สามนี่แหละ ว่าเวลาที่ทับทิมจะเอาของมาให้ผม จะเป็นวันที่ 28 ของทุกเดือนครั้งนี้เค้าก็มาเคาะที่ห้องอีกเหมือนเคยพร้อมด้วยประโยคเหมือนเดิมว่า

“พ่อกับแม่ของฉัน อยากให้เธอใส่เสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ มันเป็นเสื้อโปรดของน้องชายฉันเลยนะ”

เสื้อแจ็คเก็ตตัวนี้ดูราคาแพงมาก เพราะมันเป็นแจ็คเก็ตหนังที่ดูแล้วเท่มาก ข้างในเป็นขนแกะ ที่ใส่แล้วน่าจะอุ่นน่าดู ผมเลยไม่กล้ารับ แต่เธอก็คะยั้นคะยอบอกว่า

“พ่อกับแม่ชั้นอยากให้เธอได้ใส่มันจริงๆนะ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งหน้าหนาวอยู่”

ผมรู้สึกว่าไม่อยากขัดใจพวกเขาเลย เลยยอมรับมาใส่ในตู้ไว้

    จนถึงช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ผมมีโอกาสได้ใส่เสื้อมือสองตัวนี้ วันนี้มีปาร์ตี้ที่ผับบังกะโล ประจวบกับเมทผมทำงานอยู่บาร์เกย์อยู่แล้วกว่าจะกลับก็คงจะเช้า ผมเลยถือโอกาสพาแฟนผมมานอนที่ห้องด้วย กว่างานจะจบก็ดึกดื่นแล้ว มาถึงห้องก็เกือบตีหนึ่งแล้ว จึงไม่ได้อาบน้ำพากัน นอนเลย ขอเล่าก่อนว่าแฟนผมเธอเป็นญี่ปุ่นครับ ยิ่งเธอเป็นเอทีสด้วย เรื่องเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับภูตผีแล้ว ยิ่งไม่อยู่ในหัวเลย

แต่คืนนั้นเธอสะดุ้งตื่นกลางดึก แล้วเห็นผมนอนหันหลังให้เธอเลยจะพลิกตัวผมหันมา แต่คนที่เธอพลิกหันหน้ามาหากลับไม่ใช่ผม แต่เป็นผู้ชายอีกคนยิ้มให้เธอก่อนที่จะกดเธอนอนลงแล้วกระซิบที่หูเธอว่า “อีกไม่นาน อีกไม่นาน” ก่อนที่เธอจะสะดุ้ง แล้วปลุกให้ผมตื่นขึ้นมาเป็นเพื่อนเธอ เธอเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ให้ฟังผมถามถึงลักษณะของผู้ชายคนนั้น ปรากฏว่าตรงกัน ทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ชอบมาพากลแน่ๆ และเรื่องทั้งหมดที่เกิดก็อาจจะเพราะเสียงสวดมนต์ที่ผมได้ฟังทุกคืนก่อนนอน แล้วก็เสื้อผ้ามือสองนี่รึเปล่า

    เช้ามา ผมไปส่งเธอที่ห้องก่อนจะกลับมาทำมื้อเที่ยงง่ายๆกินเองที่ห้อง วันนั้นผมรู้สึกหิวมาก หิวแบบผิดปกติ กินเท่าไหร่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะอิ่มเลย ขณะที่กำลังตักปลากระป๋องใส่ปากก็มีเสียงของผู้หญิงแก่ พูดขึ้นมาว่า

“ฟอร์ ยู” ในขณะที่มือก็ยื่นอาหารที่หน้าตาคล้ายๆ หมูสับหนำเลี๊ยบ ซึ่งไม่น่าเข้ากับปลากระป๋องราดข้าวเท่าไหร่แต่ตอนนั้นมันกลับหอมแล้วก็น่ากินแปลกๆ

ผมจึงรับอย่างเสียไม่ได้ แล้วนำมากินพร้อมกลับกับข้าวอย่างอร่อย เสร็จแล้วจึงนำจานไปล้าง ก่อนที่จะออกมาบอกขอบคุณ หญิงชราคนนี้ แต่เธอกลับตอบมาแบบตะกุก ตะกักว่า

“ยะ ยู อาห์ อะ กู๊ด บอย” 
“บัท”
“กู๊ด บาย”

แล้วเธอก็เดินกลับเข้าห้องของเธอไป

ผมเดินกลับมาที่ห้องด้วยความรู้สึกงงๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเพราะยังแฮงค์อยู่แถมเมื่อคืนแทบจะไม่ได้นอนอีก เลยทิ้งตัวก็จะลงไปนอนงีบเล่น แต่อยู่ดีเสียงสวดมนต์ กับเสียงเคาะ ก็ดังขึ้น ผมก็คิดในใจ นี่เล่นจะสวดตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดินเลยหรอเนี่ย ตอนนั้นผมรู้สึกปวดหัวมาก

จนไม่รู้ตอนไหนผมก็หลับไปจนได้ จนมารู้สึกตัวอีกทีมาเห็น ก็เห็นผู้ชายที่เคยเจอในฝันเมื่อคราวก่อน มายืนตรงปลายเตียง เขาแต่งตัวด้วยแจ็คเก็ตสีดำ กางเกงขายาว คล้ายกับของมือสองที่ผมมี เขาพนมมือไหว้ แล้วก็ยิ้มให้ผม ก่อนที่จะทิ้งตัวลงมากอดผมไว้ พร้อมกับกลิ่นเน่าเหม็นจากตัวเขา เขาเริ่มที่จะหัวเราะ แล้วก็กระซิบข้างหูผมว่า

“ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยน” ตอนนั้นผมทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากจะขอร้องให้ปล่อย จะไม่มีการเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น จากที่เขากอดธรรมดาก็กลับแน่นขึ้นไปอีก จากที่เคยหัวเราะ

ก็เปลี่ยนเป็นร้องไห้ แล้วก็พูดออกมาข้างๆหู “พ่อกับแม่แล้วก็พี่สาวยังคอยเรียกให้ไปอยู่ด้วยทุกวันอยู่เลย” 

“อยากกลับไปอยู่ด้วยกันอีก”


ถ้าให้เปรียบเทียบว่างูเหลือมเวลารัดเหยื่อมัยเจ็บ ปวด ยังไง ผมก็คงขอเปรียบเทียบกับที่ผมโดนรัดอยู่ในตอนนี้ เหมือนจะขาดหายใจซะให้ได้ แต่ถึงอย่างงั้น ผมก็ยังปฏิเสธเขาท่าเดียว ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดขาด เค้าก็เรื่มเปลี่ยนถ้าทีอีก คราวนี้กลายเป็นโกรธ ตัวสั่นไปใหม ตะหวาดใส่ผมว่า

“เขาเอ็นดูเหมือนลูก ให้เสื้อผ้า ให้ข้าวกิน  เขาขอแค่นี้ทำไมให้ไม่ได้!!”

“คนอื่นเขาทำดีด้วยขนาดนี้ ไม่คิดจะตอบแทนบุญคุณบ้างเลยรึไง !!!”

ยิ่งพูดดังเท่าไหร่แรงกอดเหมือนจะยิ่งรัดเข้าไปมากเท่านั้น สติผมจะหลุดซะให้ได้ ร่างกายคิดว่าคงจะไม่ไหวแล้ว ได้แต่คิดถึงหน้าพ่อหน้าแม่ ไม่มีอะไรจะสู้แล้ว มีแว้บหนึ่ง ภาพคุณแม่ชีก็เข้ามาในหัวผมพอดี ผมก็เลยตั้งจิตขอให้ท่านช่วย จากนั้นไม่กี่อึดใจก็มีร่าง ร่างหนึ่งออกมาจากใต้เตียง ร่างนี้เห็นผมโดนกอดอยู่ก็ไม่รอช้าเรื่องเล่าสยอง pheex3.com เข้ามาช่วยแกะ แยก ทั้งเขาและผมออกจากกัน แต่ก็ไม่เป็นผล ผู้ชายที่กอดผมอยู่จึงหันไปบอกว่า

“ไม่ได้ผลหรอก แรงจะขยับยังแทบไม่มีเลย จะมาทำอะไรได้”

”รู้มั้ยว่ากว่ากูจะมีแรงแบบนี้ได้ คนในบ้านกูต้องเสียสละไปมากเท่าไหร่ ยังไงก็ขอเอาคืนหน่อยละกัน”


ร่างนั้นก็หยุดไปซักพักแล้วก็บ่น พึมพำกับตัวเองว่า “มีแค่นี้ ก็ใช่เท่าที่มีละกัน”

ก่อนที่ร่างนั้นจะเดินเข้ามาหา ใบหน้าของเขาก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เป็นคนที่ผมคุ้นหน้าเอามากๆ ผมเคยเห็นเขามาตั้งแต่จำใครได้ เขาเป็นคนที่อยุ่ในทุกๆกระจกที่ผมส่อง ก็แน่ละ ก็มันเป็นตัวผมเองนี่หว่า เราจ้องตากันสักพักก่อนที่เขาจะต่อยไปหน้าผมอย่างเต็มแรง

เฮือก ! ผมสะดุ้งตื่นแล้วหายเหมือนคนที่ดำน้ำเกินลิมิทของตัวเอง ก่อนที่จะขึ้นมาหายใจบนน้ำ ผมปวดแก้มซ้ายของผมมาก เมื่อเอาลิ้นดุนๆ ดูเหมือนมีเลือดอยู่ในปาก แถมแร็คเก็ตที่จัดฟันผมยังหลุดออกมากอีกต่างหาก นี่เมื่อกี้ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหม สภาพตอนนี้ ของผมเหมือนคนเบลอยาสลบมาก มองขึ้นไปบนท้องฟ้าจากหน้าต่างห้องของผมก็ เห็นท้องฟ้าเป็นสีครีมๆออกชมพู รู้สึกเบลอมาก วิงเวียนศีรษะ ตาลายมากๆ จึงตัดสินใจฝืนสังขารตัวเองไปเข้าห้องน้ำ เพื่อที่จะได้ล้างหน้า ล้างตาซะหน่อย

ผมเปิดก๊อกน้ำตามปกติ เอามือรองน้ำ พร้อมที่กำลังจะก้มลงหน้า ลงไปล้างใกล้ๆ แต่ผมก็ต้องผงะ แล้วก็ถอยหลังออกมา เพราะว่าเวลาปกติเวลา เราล้างหน้าหรือแปรงฟันเนี่ย ตัวเราในกระจกก็จะต้องทำท่าตามเราเสมอแต่ครั้งนี้ไม่ ตัวผมในกระจกยืนอยู่เฉยๆ ไม่ก้มหน้ามาล้างหน้าตาม เขามองมาที่ผมพร้อมกับยิ้มที่มุมปากก่อนที่ตัวผมในกระจกจะเอามือมาที่กระจกไว้

แล้วยิ้มบอกผมว่า “หัดระวังตัวบ้าง จะได้ไม่ต้องมาเจอกันบ่อยๆ” 

หลังจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย…

มารู้สึกตัวอีกทีตอนที่เมทมาเรียกจากนอกห้องน้ำในช่วงเย็นๆเลย ผมรู้สึกยังไม่ค่อยดีเลยช่วงนั้นกับหลายเรื่อง จึงบอกเมทว่าคืนนี้จะไปนอนข้างนอก แล้วก็โทรเรียกให้แฟนมารับไปนอนด้วย คืนนี้ผมนอนหลับเต็มอิ่ม เหมือนกับว่าไม่ได้นอนมานาน

รุ่งเช้าจึงขอร้องให้เธอพาไปที่วัดไทยในโอ๊คแลนด์ ไปทำบุญ ถวายสังฆทาน แต่ไม่มีโอกาส ที่จะบอกท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะญาติโยมเยอะมาก จึงกะว่าจะกลับกันเลย ระหว่างที่จะกลับมีผู้ชายสูงอายุท่านหนึ่งเขาเดินมาทัก

“ผ่านไปได้ด้วยดีก็ดีแล้วนะ”
“ครับ?”
“ทำบุญเยอะๆบ้างนะ ที่บ้านก็ชอบทำบุญไม่ใช่หรอ เอาพ่อกับแม่เป็นแบบอย่างสิ แล้วก็อย่าไปจองกรรม จองเวรอะไรกับเขาเลย ให้มันจบๆไป ตอนนี้เขาทำอะไรเราไม่ได้แล้วละ”

ผมก็อึ้งไปซักพัก

“มีบทสวดแผ่เมตตาให้แก่ตนเองอยู่นะ เคยสวดบ้างไหม อย่าสวดแต่ให้กับคนอื่น สวดให้ตัวเองบ้างจะได้มีแรง ช่วยตัวเราเองให้พ้นจากเรื่องไม่ดีๆได้”

แล้วท่านก็กลายเป็นคนที่สี่ ที่ทิ้งผมไว้กลับความสงสัยอีกแล้ว
หลังจากนั้นผมก็อยู่ห้องกับแฟนอาทิตย์หนึ่งก่อนจะทำใจกลับไปนอนห้องตัวเอง พอไปถึงก็เจอมาซารุพอดี

เขาเข้ามาบอกว่า “ทับทิมกับครอบครัว เข้าย้ายออกไปอยู่ข้างนอกแล้วนะ แต่ทับทิมเธอจะเข้ามาเก็บค่าเช่าห้องทุกๆวันอังคารนะ”

มาซารุยิ้มแล้วบอกอีกว่า “ดีเลยไอจะได้ไม่ต้องมาทนฟังเสียงป๊อก ป๊อกนั่นอีกแล้ว อึดอัดชะมัด” 

ผมก็ยิ้มให้กับมาซารุ แล้วรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก


นี่เป็นบทสวดแผ่เมตตาให้ตนเองที่ตอนนี้ผมเอามาท่องทุกวันนะครับ อยากแบ่งปันให้กับคนที่ยังไม่รู้ครับ

อะหัง สุขิโต โหมิ 
อะหัง นิททุกโข โหมิ 
อะหัง อะเวโร โหมิ 
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ 
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ



อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน
เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม ของคุณ สมาชิกหมายเลข 1066867

ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม ความพยาบาท ที่มากับ รอยยิ้ม Reviewed by Nobibi on กรกฎาคม 17, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.