เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน

เรื่องเล่าเห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน

เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน
เรื่องผี : เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนเลยว่า กระทู้นี้เราพึ่งตั้งเป็นกระทู้แรกที่เป็นกระทู้สนทนานะคะ .ถ้าการเล่าเรื่องนี้ มีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ ...... เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

เริ่มจากตอนที่เราอายุได้ประมาณ 5-6 ขวบค่ะ ตอนนั้นถือว่าจำความได้มากแล้ว และตอนที่เจอ ถือว่าเป็นเรื่องแรก เหตุการณ์แรกเลยล่ะค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า เรามีน้า ชื่อว่าน้าพลอย (นามสมมุติ) น้าเราเป็นคนใจดี สวย ชอบแบ่งปัน นิสัยดี มีแต่คนรัก และถือว่าเป็นคนมีฐานะที่ร่ำรวยคนหนึ่งเลยล่ะค่ะ (ถ้าเปรียบในสมัยก่อนนะคะ)

น้าพลอย มีลูกสาว 2 คนค่ะ ชื่อน้ำเงิน (นามสมมุติ) เป็นรุ่นราวคราวเดียวกับเราค่ะ และพี่การ์ตูน (นามสมมุติ) เป็นพี่ที่มีอายุห่างจากเราประมาณ 2 ปีได้ค่ะ

#ขอเกริ่นก่อนนะคะ เดี๋ยวจะได้ลำเลียงเหตุการณ์ได้ถูก อย่างที่บอกค่ะ น้าพลอยแกเป็นคนใจดี ถึงเราเป็นแค่หลาย แต่..ถ้า น้ำเงิน และพี่การ์ตูนได้ของเล่นอะไร ได้ไปเที่ยวไหน ได้กินของดีๆ อะไร เราก็จะได้เหมือนกันหมด เราจึงรักน้าพลอยเหมือนแม่คนที่ 2 ของเราเองเลยก็ว่าได้ และก็เป็นที่แน่นอนว่า เรา น้ำเงิน และพี่การ์ตูน ก็จะสนิทกันมากๆ นอนด้วยกัน ไปเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน แทบจะเป็นแฝด 3 เลยล่ะค่ะ




ผู้สนับสนุน

เกริ่นนานล่ะ เข้าเรื่องเลยล่ะกันนะคะ คือตอนช่วงอายุ 5-6 ขวบเราอยู่ประมาณ อนุบาลสองได้ค่ะ น้าพลอยได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต ตอนนั้นถือว่าเด็กมากๆ แต่ความทรงจำตอนนั้นก็ชัดเจนมากเช่นกันค่ะ

วันงาน ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบง่าย แขกมากันค่อนข้างเยอะ เพราะอย่างที่เกริ่นไป ว่าน้าพลอย ชอบช่วยเหลือญาติพี่น้อง เป็นคนจิตใจดี จึงมีแต่คนรัก งานน้าพลอยจัดได้ 7 วันพอดี วันเผา ทางญาติๆ ลุงป้า น้า อา ก็ได้ลงความคิดเห็นกันว่า จะให้ เรา น้ำเงิน และพี่การ์ตูนอยู่บ้าน เพราะไม่อยากให้ไปเห็นผู้คนร้องไห้ ไม่งั้น เราทั้ง 3 ก็จะกระจองงองแงตาม แบบไม่หยุดนั่นเอง แต่จะว่าไป ถึง เราทั้งสามไม่ได้ไปร่วมงานที่เมรุ ก็เหมือนได้ร่วมแหละค่ะ เพราะเมรุ อยู่หลังบ้านของพวกเราไม่ถึง 500 เมตรด้วยซ้ำ เหอะๆ

เราทั้งสามก็เชื่อฟังเป็นอย่างดี อยู่บ้าน นั่งเล่นแต่งหน้าทำผม จากของเล่นที่น้าพลอยซื้อให้ก่อนประสบอุบัติเหตุ ในระหว่างที่เรากำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน เด็กน้อยที่ในหัว ไม่เคยคิดถึงเรื่องแบบนี้เลย ใจจดใจจ่ออยู่กับของเล่นตรงหน้า จู่ๆ เราก็รู้สึก เย็นมาจากด้านหลัง ซึ่ง บริเวณด้านหลังที่เราหันให้นั้น เป็น ห้องนอนของน้าพลอย และน้าทิม (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นสามีของน้าพลอย และเป็นพ่อของน้ำเงินกับพี่การ์ตูนนั่นเอง (ลืมบอกว่าตอนที่หันหลังนั้น เรากำลังแต่งหน้ากับพี่การ์ตูนอยู่)

และพอเวลาผ่านไปสักพัก พี่การ์ตูน ก็บอกเราว่า เสร็จล่ะ ไปส่องกระจกป่ะ ตอนนั้น เป็นความรู้สึกที่ไม่มีวันลืมเลยค่ะ เรารู้สึกลุกไม่ขึ้น รู้สึกไม่อยากเดินไปที่กระจกเลย ทั้งๆ ที่กระจกอยู่ตรงหน้าประตูบ้านห่างจากเราแค่ ไม่ถึง 3 ก้าวด้วยซ้ำ แต่เพราะความเป็นเด็ก เก็บอาการไม่ค่อยอยู่ค่ะ เราร้องไห้ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยขึ้นมา จนพี่การ์ตูน ต้องเอ็ดเราว่า เป็นไร ยังไม่ไปส่องกระจกอีก หยุดร้องเดี๋ยวนี้ และเพราะความที่กลัวพี่จะเอ็ดรอบ 2 เราจึงตัดสินใจเดินไปส่องกระจก

และวินาทีนั้น วินาทีที่เราเดินไปถึงหน้ากระจก เราไม่หันซ้ายหันขวาเลยค่ะ เรามองตรงไปที่กระจก แล้วจู่ๆ ภาพใบหน้าของเราก็ถูกแทนด้วยใบหน้าที่คุ้นเคย *น้าพลอย เราตะคอกนออกมาสุดเสียง พร้อมกับยืนร้องไห้ สะอึกสะอื้น ปล่อยโฮออกมา แบบไม่รู้ตัว ไม่มีสติเลย

ภาพตรงหน้าเป็นภาพใบหน้าของน้าพลอย ที่ทางด้านขวา เละไปทั้งแถบ เป็นบาดแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุนั่นเอง

หลังจากที่เรายืนร้องไห้อยู่ได้สักพัก เหมือนพี่การ์ตูนและน้ำเงิน ก็เสียสติ ไปชั่วครู่ และเดินมาจับไหล่เรา ไม่มีคำพูดใดๆ เลย นอกจาก เสียงสะอื้นของเราทั้งสาม และพากันเดินออกมาจากบ้าน มานั่งกอดกันร้องไห้ เป็นชั่วโมง กว่าญาติๆ จะกลับมาบ้าน ..........

นี่เป็นประสบการณ์แรก ที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด เมื่อเราได้เห็น ใบหน้าของคนที่เรารัก ไม่เหมือนเดิม เพราะมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เราไม่เคยลืมเหตุการณ์นี้เลย แม้มันจะผ่านมากว่า 10 ปี และต้องขออโหสิกรรมแก่ดวงวิญญาณของน้าพลอยด้วยนะคะ ที่หนุได้น้ำเรื่องนี้มาแชร์ ให้ใครหลายๆ คนได้อ่าน เพื่อความละลึกถึงน้าพลอยตลอดไปค่ะ

หลังจาก เหตุการณ์ในครั้งนั้น ทำให้เราเห็นสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ มากขึ้น มาขึ้นทุกวัน แต่เพราะความเป็นเด็กจึงทำให้เรายังแยกไม่ออกว่า สิ่งนั้นใช่ หรือไม่ มีหลายครั้งที่เราเผลอทัก เผลอพูดอะไรออกมาโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้เราไม่สบายบ่อยๆ ไม่สบายโดยไม่รู้สาเหตุ ต่อมา ช่วงสมัยประถม เราเริ่มโต เริ่มรู้ประสีประสามากขึ้น ทำให้เราเริ่มแยกแยะ ออกว่าอะไรใช่ ไม่ใช่ และมันทำให้เรารู้จักหลีก รู้จักหลบมากขึ้น

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตอนที่เราอยู่ชั้น ป. 4 วันนั้น เราเป็นเวรทำความสะอาดห้อง เรามีหน้าที่ไปทิ้งขยะกะเพื่อนอีกคน ในระหว่างทางที่เราเดินเอาขยะไปทิ้งนั้น เพื่อนเราทักว่า เธอเชื่อเรื่องเมืองลับแลมั๊ย คือตอนนั้น เรื่องเมืองลับแล ถือเป็น อาถรรพ์ ที่พึ่งเกิดขึ้นกับหมู่บ้านเรา

เนื่องจากเราอยู่บ้านนอก บ้าน และโรงเรียนของเรานั้น ก็จะล้อมรอบไปด้วยป่าเขา จึงค่อนข้างมีเรื่องลี้ลับ พวกนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ บ้างก็เป็นเรื่องเล่าขาน บ้าง ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ แต่ตอนนั้น ที่เพื่อนถาม เราก็ตอบแบบขำๆ แบบเด็กน้อยที่ไม่ได้คิดไรมากมาย

เราบอกเราเชื่อ แต่ ไม่เคยเจอ ก็อยากเจอนะ อยากเจอเมืองลับแล เมืองที่มีแต่ผู้คนสวยๆ เมืองสวยน่าอยู่ และเราก็เพ้อเจ้อ กับเพื่อนไปเรื่อย จนเดินมาถึงหลุมขยะ ในระหว่างที่เรากำลังจะคว่ำตะกร้าเพื่อเอาขยะทิ้ง เพื่อนเรา ด้วยความทะเล้นทะลึ่งของมัน มันดันเหวี่ยงตะกร้าขึ้นฟ้า เพื่อที่จะวิ่งไปเก็บตะกร้ากลางหลุม และเพื่อความสนุกสนาน 5555 และตาของเราก็มองตามตะกร้านั้นไป

แต่ดัน หางตาดันไปเหลือบเห็น ธง ธง ค่ะ ธงที่ปักอยู่ยอดภูเข้าหลังโรงเรียน ซึ่งตามโบราณเค้าถือว่า ถ้ามีธงปักอยู่ตามยอดเขา แสดงว่า ตรงนั้นเป็นสำนักสงฆ์ แต่ตอนนั้น วินาทีนั้น เราดันเกิดความรู้สึกเกิดอาการ เหมือนวูบไป และมีภาพๆ หนึ่งเข้ามาในหัว เป็นภาพที่มีคนเป็นจำนวนมาก เดินเบียดเสียดกัน เหมือนอยู่ในตลาด แต่หน้าตาผู้คนเหล่านั้น ดันเหมือนกันหมด ผู้หญิง สวยขาว ผู้ชายก็หล่อ รูปร่างแบบชายไทยสมัยก่อน กำยำ บึกบึน ภาพนั้นเข้ามาได้ชั่วไม่กี่วินาทีที่ ตะกร้าจะตกไปยังกลางของหลุมขยะ และพอเราได้สติ เท่านั้นล่ะค่ะ ชวนเพื่อนวิ่งเราเลย


พอกลับมาถึงบ้านเราก็เล่าเรื่องนี้ให้ยายฟัง ยายหัวเราดังลั่น ว่าเราคิดไปเอง จินตนาการณ์เก่ง บลาๆ ๆ ๆ และไล่ไปหุงข้าว 5555 แต่....หลังจากวันนั้น ตกกลางคืน เราฝัน คือ ฝันแบบ เหมือนจริงทุกอย่าง ในฝัน เราใส่ ผ้าซิ่น เหมือนคนเหนือแต่งตัวสวย รูปร่างหน้าตาเราผิดไปจากเดิมมาก แต่รู้ว่าเป็นตัวเราเอง เมืองเป็นประสาทอิฐ คืออออ ดีงามมากค่ะ ความรู้สึกตอนที่อยู่ในฝัน มันมีความสุขมาก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างช้าๆ มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มันเป็นความรู้สึกที่สุขแบบอธิบายไม่ออก พอตื่นเช้ามา ยายไล่ให้เราไปล้างหน้า และรีบขึ้นบ้านมาหายาย มีเรื่องจะคุยด้วย



ผู้สนับสนุน

หลังจากที่เราไปล้างหน้าล้างตาแล้วก็รีบวิ่งขึ้นบ้านมา ก็เห็นยายนั่งหน้าเครียดๆ เราเลยย่องๆ เข้าไป และไปนั่งข้างๆ ยาย ไม่ทันไปเอื้อนเอ่ยอะไร ยายก็หันควับ และถามเราว่า เมื่อคืนเป็นไร ฝันเห็นอะไร เราทำหน้า งงๆ ปนตกใจ เพราะคำถามตอนนั้นคือ ยายรู้ได้ไง

และสักพัก ยายก็บอกว่าเมื่อคืน เราร้องเพลงฮึมฮำ ตอนแรกยายก็ไม่ได้อะไร คิดว่าเราคงนอนละเมอ แต่ปกติแล้วเราไม่เคยนอนละเมอ นอกจากเล่นเยอะ หรือเหนื่อยจริงๆ ตอนแรก เราฟังที่ยายบอก ก็รู้สึกเฉยๆ กะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ป่าวค่ะ มันไม่จบแค่นั้น ยายบอกว่า

จู่ๆ เราก็ลุกขึ้นมารำ รำชนิดที่อ่อนช้อยสุดๆ ยายตกใจและเกิดอาการกลัว แต่...ยายไม่ใช่คนกลัวผีนะ แต่ยายกลัวที่จะเสียเราไปมากกว่า

ต้องบอกก่อนว่าคนต่างจังหวัดยิ่ง เป็นจังหวัดที่มีประวัติเล่าขานเรื่องพวกนี้อยู่แล้วล่ะก็ ยายเชื่อคำเล่าขานมากๆ เลยค่ะและยิ่งเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย ยายยิ่งเกิดอาการกลัว เข้าไปใหญ่ ตอนนั้นพอได้ยินยายเล่าจบ เรานี่ถึงกับใจสั่น หน้าชา ทำไรไม่ถูกเลยค่ะ ถามว่ากลัวมั๊ยมากเลยค่ะ ในความฝัน เรามีความสุขมาก มากจนอยากอยากหลุดออกไปอยู่ในโลกนั้นเลยด้วยซ้ำ

แต่...พอกลับมาโลกแห่งความเป็นจริง เรากลับรู้สึกสงสารยาย เหมือนเราจะทิ้งยาย ไปอยู่โลกนั้น แล้วยายก็ไม่รีรอที่จะพาเราไปหาหลวงพ่อ ไปทำบุญรดน้ำมนต์ ค่ะ เหตุการณ์ครั้งนี้ ดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่แล้ว ก็ไม่เป็นไปตามที่คิด

หลังจากนั้นคืนถัดมา เราก็ล้มป่วย แบบไม่มีสาเหตุอีกเหมือนเดิม ป่วยหนัก เป็นไข้ ตัวร้อน หนาวสั่น นอนเพ้อเพราะพิษไข้อยู่เป็นอาทิตย์ ยายเลยนิมนต์ หลวงพ่อให้มาดูอาการเราที่บ้าน และหลวงพ่อ ก็บอกกับยายว่า เป็นเพราะ เขาอยากได้เรา แต่เพราะยาย ความรักของยาย เราไม่ไป เขาจึงต้องขอเอาคืนจากการที่เราได้ไปเห็น ได้ไปรู้ แต่เราไม่ยอมไปอยู่

ยายก็ดูแลเราตลอดระยะเวลาที่เราไม่สบาย เป็นระยะเวลา 2 อาทิตย์เต็มๆ ที่เราไม่ได้ไปโรงเรียน แต่คุณครูก็เข้าใจ และอนุญาต ให้พักผ่อนอยู่บ้าน จนเราหายดี กลับมาเที่ยวเล่นกับเพื่อนได้ตามประสาเด็กค่ะ...

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์มากๆ ที่เราเจอ แต่รายละเอียดค่อนข้างเยอะมากค่ะ ขอเล่าแบบไม่ลงลึกล่ะกันนะคะ ส่วนมาก เราจะเจอแบบเหมือนคนอ่ะค่ะ เดินสวนกัน ขับรถผ่าน ซึ่งตอนนั้น เราไม่ได้คิด ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยตอนที่เห็นนะคะ

แต่...หลังจากที่เห็นเพียงไม่แค่กี่วิ ก็จะมีภาพ เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นของวิญญาณตนนั้นที่เราไม่เห็น เกิดขึ้นมาในไม่กี่วินาทีอ่าค่ะ (อาจอธิบายงง นิดๆ แต่จะบอกว่า เรื่องพวกนี้ เราไม่เคยอธิบายได้ชัดเจนเลยสักครั้งจริงๆ ค่ะ แต่จะบอกว่า มันเป็นความรู้สึก ที่ชัดเจน สำหรับเรานะ แต่เราไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ ค่ะ )

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์หนึ่งนะคะ คือวันนั้นเรานั่งรถเก๋ง ไปทำธุระกับน้าที่เทศบาลค่ะ และเส้นทางไปนั้นเป็นเส้นถนนที่ต้องขับลงภูเขาค่ะ ก็จะมี เหล็กกั้น (ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่างัย) เป็นเหล็กที่กั้นไม่ให้รถร่วงลงไปในเหวอ่าค่ะ ลองนึกภาพตามดูนะคะ แล้วทางโค้งลงเขานี่คือ มีป้ายกำกับตลอดทางว่า ใช้เกียร์ต่ำเท่านั้น ถ้าไม่ใช่คนพื้นที่จริงๆ ถ้าขับแบบตีนผี ก็จะได้พบจุดจบ ที่สยดสยองมากค่ะ

อย่างที่เรื่องที่เราประสบพบมา ในขณะที่เรานั่งอยู่บนรถกับน้า เราก็คุยกันเพลินถึงเรื่องเรียน เรื่องกับข้าว บลาๆ ๆ ๆ หัวเราะ ลั่นเลย แต่ในระหว่าง ที่จะถึงโค้งสุดท้ายก่อนถึงตีนเหว จู่ๆ ก็มีภาพๆ หนึ่ง ที่ทำให้เราต้องสตั้น ชนิดที่ หน้าซีด มือสั่น

 มันเป็นภาพ ผู้หญิง แก่ๆ คนหนึ่ง นั่งร้องไห้อยู่ตรงโค้ง โค้งที่เราพึ่งผ่านมาเมื่อกี้ หญิงแก่คนนั้น ดูน่ากลัวมาก เป็นภาพที่ถ้าเห็นด้วยตาเปล่าแล้ว ถึงกับสยดสยองมากๆ และที่พีคสุดคือ ในภาพนั้น หญิงแก่ กวักมือช้าๆ เหมือนเรียกให้เรารถจอด

ผ่านไปไม่ถึง 10 วินาที เราก็กลับเข้าสู่โหมด เดิมแต่ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะ น้าเราหันมาถามเราว่า เป็นไรรึป่าว ทำไมหน้าถึงซีดได้ขนาดนี้ อ่อ เราลืมบอกไปว่า ตรงบริเวณโค้งสุดท้าย ก่อนถึงตีนเหวนั้น จะมีโรงพยาบาลประจำอำเภออยู่

พอเราขับผ่านหน้าโรงพยาบาล เราก็เหลือบไปเห็นเด็กผู้หญิง ใส่ชุดสีขาว วิ่งตัดหน้ารถ ด้วยความที่เราพึ่งจิตตกจากเหตุการณ์เมื่อตะกี้ วินาทีนั้น เราร้องกรี๊ดดดดดดดดดดดดด ดังลั่นรถ เพราะเรารู้อยู่ว่าสิ่งที่เห็นนั้น ไม่ใช่คนแน่ๆ แต่ที่ร้องลั่นได้ขนาดนั้น เพราะเราอยากพูดคำว่า ไม่ไหวแล้ว ออกไปซะที แต่มันพูดไม่ได้ พูดไม่ออก มันกลายเป็นเสียงกรี๊ดดดด ที่ไร้สติมากๆ

อาจเป็นเพราะ เราไม่เคยเจอ เหตุการณ์ ติดต่อกัน แบบนับวินาทีได้ขนาดนี้ จิตคน สามารถจิตตกได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ภายในไม่กี่วินาทีหรอกค่ะ ไม่อย่างนั้น ถือว่า เป็นบ้าได้เลย ไม่รู้นะคะ แต่เรารู้สึกอย่างนั้นว่า ถ้ามีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เราสามารถ กรี๊ดดด จนหมดสติ และอาจเสียสติได้เลย

 หลังจากที่กรี๊ดดดด ลั่นรถแล้ว น้าเราตกใจ หักพวงมาลัยรถ เข้าข้างทาง อาการตอนนั้นของหน้า ดูจะตกใจพอๆ กะเรา แต่ ซึ่งน้าไม่เห็นเหมือนเราเท่านั้นเอง เรากอดน้า ร้องไห้โฮฮฮฮ ไม่สามารถ พูดอะไรออกมาได้ ณ ตอนนั้นจริงๆ ค่ะ ร้องไห้สะอึกสะอื้น เหมือนไม่เคยร้องมาก่อน

หลังจากที่เรา ร้องไห้จนไม่มีสติ ตอนนั้นน้า ก็ดูท่าทางจะตกใจหนักมาก หนักกว่าเราด้วยซ้ำ แต่ก่อนอื่น จะบอกวา ทางครอบครัวของเรา ก็รู้ว่าเราเจอเรื่องแบบนี้บ่อยๆ แต่น้าก็ยังไม่เคยเจอด้วยตนเอง หรือเจออะไรทำนองนี้ และด้วยความที่น้า เป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้น้าเราเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยเลย พอน้าเราตั้งสติได้ น้าเราก็รีบสตาร์ทรถ และหมุนพวงมาลัย กลับบ้านทันที ธุรง ธุระ ไม่ทำมันแล้ว ...

หลังจากกลับมาถึงบ้าน น้าก็เงียบ ไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเลย ยายก็ถามว่าเป็นไรกันหรือป่าว ทำไมไม่พูดไม่จาทั้งน้าทั้งหลานเลย น้าเราเดินเข้าห้องปิดประตูเงียบ จนประมาณหัวค่ำ น้าเราเดินออกจากห้อง ตอนนั้นเรากำลังนั่งดูทีวีกะยายอยู่ น้าก็เดินปรี่เข้ามาหาเรา และบอกว่า พรุ่งนี้น้าจะพาไปวัดนะ ตื่นเช้าๆ

พอยายได้ยินน้าพูดขึ้นมาแบบนั้น ยายก็ยิ่งสงสัย บวกกับเหตุการณ์ ที่น้าและเรามาถึงบ้านโดยมีอาการ แปลกๆ ยายก็ไม่เก็บความสงสัยไว้ ยายก็ถามขึ้นมาว่า "ตกลงเกิดอะไรขึ้น เป็นไรกัน มีไรทำไม ไม่บอก"

จู่ๆ น้าก็วิ่งเข้าโผกอดยาย แล้วปล่อยโฮเลย ตอนนั้นเราตกใจนะ แต่ก็เข้าใจ ว่าน้าไม่เคยเจออะไรทำนองนี้ ตอนนั้นเราคิดว่า น้าก็อาจเสียสติไปครู่หนึ่งเหมือนกัน และคืนนั้นทั้งคืน เราก็ได้ยินเสียง น้านอนละเมอ ร้องไห้บ้าง ครางบ้าง ทั้งคืน

จนถึงตอนเช้า เรารีบลุกขึ้นจากที่นอนอาบน้ำแต่งตัว และนั่งรอน้า ที่หน้าบ้าน พอน้าแต่งตัวเสร็จ น้าก็รีบพาเราไปวัด อ่อ ยายเราก็ไปด้วย และพอถึงวัด น้าเราก็รีบจูงมือเราเข้าไปหาหลวงพ่อทันที และทันทีที่หลวงพ่อเห็นเรา น้า และยาย หลวงพ่อก็รีบ หยิบน้ำมนต์ขึ้นมา

ห๊ะ !! งง ค่ะ คือ ตอนนั้น งง มาก ว่าทำไม หลวงพ่อจึงรีบหยิบขันน้ำมนต์ และ ดูเหมือนจะเตรียมพรม หัวให้เราทั้ง 3 โดยที่เรายังไม่ได้มีการสนทนาใดๆ เลย .... พอเรา น้า และยาย นั่งลงเป็นที่เรียบร้อย ค่ะตามเป้า หลวงพ่อก็พรมน้ำมนต์ให้เราทั้ง 3 โดยที่ไม่ถาม ไม่คุยอะไรเลย และหลวงพ่อก็พูดขึ้นมา ว่า

"โยม ไม่ต้องกลัวเค้าหรอก เค้าแค่อยากไปเกิด เค้าเลยมาขอส่วนบุญ ยิ่งโยมกลัว เค้ายิ่งจะสื่อสารกับโยมได้มากขึ้น และโยมเป็นคนจิตอ่อน มันอาจจะทำให้ โยมเอง เสียสติได้นะ ใจแข็งเข้าไว้ ไม่มีตนใด ทำอะไรโยมได้หรอกนะ "

ToT ทั้ง งง และรู้สึกอยากระบายกะหลวงพ่อ เพราะเรื่องแบบนี้ เราไม่สามารถพูดกะใครได้จริงๆ นอกจากคนท่เห็นเหมือนเรา และเราก็เอ่ยปากถามหลวงพ่อว่า ทำไม หลวงพ่อถึงได้ต้องรีบพรมน้ำมนต์ให้เราขนาดนั้น หลวงพ่อบอกว่า ก็โยม กลัวเค้ามาก จนเค้าสามารถ ทำอะไร หรือทำทุกอย่างเพื่อให้โยม ทำบุญให้เค้า

แต่ว่านะโยม เรากับเค้าอยู่คนละโลก และการสื่อสาร มันก็ต้องใช้จิตวิญญาณ ถ้าเค้ายิ่งเข้ามาใกล้โยมมากเท่าไหร่ โยมเอง จะยิ่งไม่ดี เข้าใจใช่มั๊ย ... ค่ะ ใช่ ใช่เลย แบบนั้นเลย หลวงพ่อ พูด แต่เรารู้สึกได้ ว่าเป็นอย่างไร ก็อย่างที่บอกอ่าค่ะ เรื่องที่เราเจอ เราสัมผัสได้ มันไม่สามารถ เล่าออกมาเป็นคำพูดได้หมด เพราะมันเป็นความรู้สึกล้วนๆ ถ้าไม่เจอกับตัวก็จะไม่มีทางรู้เลย ว่าความรู้สึกนั้น มันเป็นอย่างไร

แต่....เราจะเล่าคร่าวๆ ถึงความรู้สึกที่มีวิญญาณ เข้ามาทำให้เห็น ให้สัมผัสได้ ให้ฟังนะคะ บางครั้ง เราจะรู้สึกเสียใจ ร้องไห้ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย บางคนที่เราเล่าให้ฟังก็บอกว่า เขาอาจสื่อความรู้สึกก่อนตาย หรือหลังความตาย ให้เราได้รู้สึกก็ได้ บางครั้งก็รู้สึกเคว้งคว้าง เหงา รู้สึกเหมือนใจจะขาด รู้สึกจิตใจไม่อยู่กะเนื้อกะตัว แต่ทุกความรู้สึกนั้นๆ จะมาเพียงแค่ไม่กี่วินาที หรือเพียงไม่กี่นาที ก็หายไป พอได้สติ เราก็จะรู้สึกเพลียมากๆ เหมือนไม่มีแรง อะไรทำนองนี้อ่าค่ะ .... ดูเว่อๆ นะ แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ

นอกเรื่องซะนาน มาต่อถึงตอนที่พอหลวงพ่อพูดจบ ยายก็น้า ก็เหมือนถึงบางอ้อ ทั้งคู่เลย ให้เราถวายตัวเป็นลูกสาวหลวงพ่อซะ มีอะไร เราจะได้พึ่งบุญบารมี หลวงพ่อได้ ค่ะ เราก็ยินดีมากๆ รีบเลยค่ะ เพราะยอมรับว่า เราเป็นคนจิตอ่อนมากกกกก เลยต้องหาที่พึ่งทางใจแล้วล่ะค่ะ....

และหลังจาก วันนั้น เราก็รู้สึกสบายใจขึ้น แต่....เหตุการณ์นั้นก็ทำให้เราใจแข็งขึ้น อาจเป็นเพราะ ครั้งนั้น เราเจอจังๆ ติดกัน 2 ครั้ง ถือว่า แรงแล้วมั้งคะ พอเจอเหตุการณ์ยิบย่อย เช่น เจอคน ที่ไม่ใช่คน เดินตัดหน้ารถ เราก็ตกใจ สตั๊น อึ้ง แต่ก็เรียกสติ กลับมาได้ อย่างรวดเร็ว ก็ไม่ถึงกับ รองไห้ เสียสติไปพักใหญ่เหมือนวันนั้น จบค่ะ

เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน ของคุณ สมาชิกหมายเลข 3327648
เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน เห็นกี่ครั้ง ก็....ไม่เคยชิน Reviewed by Nobibi on กรกฎาคม 21, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.