ตามมาหลอน~~~~~

ประสบการณ์ ตามมาหลอน~~~~~

เรื่องผี ตามมาหลอน
ประสบการณ์ ตามมาหลอน~~~~~

สวัสดีค่ะ เราอ่านเรื่องขนหัวลุกของคนอื่นมาเยอะ เราขอมาแชร์ประสบการณ์เรื่องราวลึกลับที่เราเจอมากับตัวเองค่ะ

        เรื่องมีอยู่ว่าประมาณปลายปี 56 มีป้าในหมู่บ้านเราคนหนึ่งแกเข้าไปทำงานรับราชการที่กรุงเทพมหานครตั้งแต่ยังสาว จนอายุเข้าวัยเกษียนแก่ก็กลับบ้านนอกมาใช้ชีวิตแบบ สโลว์ไลฟ์ (มั้ง) เราขอเรียนแกว่า "ป้าบัว" นะคะ สามีแกเป็นทหารแต่เสียชีวิตไปแล้ว ลูกๆของป้าบัวก็แยกย้ายไปมีครอบครัวกันหมด แกเป็นคนเก็บตัวเงียบไม่ค่อยออกไปไหน ไม่คุยกับใคร บ้านป้าบัวอยู่ซอยเดียวกับบ้านเรา อยู่ห่างจากบ้านเรา 3 หลัง ซึ่งตอนแกมาอยู่ที่หมู่บ้านเราแรกๆ เราก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไรเลยนะคะ เราคิดว่าแกรักสันโดษ ชอบอยู่คนเดียว จนกระทั่ง...........


        ประมาณเดือนพฤศจิกายนปี 57 วันนี้เป็นช่วงวุ่นวายกับการตามผลงานของลูกน้องเราเพื่อส่งผู้บังคับบัญชา เราก็อยู่ทำงานจนดึก  เราอยู่ที่ทำงานกับพี่ภารโรง ซึ่งแกเป็นคนในพื้นที่ เราเห็นว่าเวลามันเลยเที่ยงคืนแล้วเราเลยตัดสินใจกลับบ้าน เรากับพี่ภารโรงก็ช่วยกันปิดไฟ ปิดประตู ดูความเรียบร้อยต่างๆ ก็แยกย้ายกันกลับ บ้านเราห่างจากที่ทำงาน ประมาณ 25 กิโลเมตร สองข้างทางเป็นป่าโปร่ง ซึ่งเคยเป็นป่าช้า ตอนหลังทางการได้เข้ามาประกาศให้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่สาธารณะประโยชน์ บรรยากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนขนลุก เนื่องจากเพิ่งเข้าฤดูหนาว สองข้างมืดสนิท มีบ้านคนประปราย ไม่มีเสาไฟให้ความสว่างสักเสา เราก็ขับรถมาเรื่อยๆ จนถึงก่อนทางเข้าซอยหมู่บ้าน ซึ่งซอยที่จะเข้าหมู่บ้านติดถนนใหญ่นะคะ แต่พอเข้าซอย จะเป็นถนนลูกรัง ไม่มีบ้านคนเลย ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางหมาหอนได้น่าขนลุกมาก เราก็ขับมาเรื่อยๆ เปิดเพลงฟังคลายความกลัว จนมาถึงหน้าบ้านป้าบัว รถเรากระตุกค่ะ เหมือนชนอะไรสักอย่างทั้งที่เราก็มองทางตลอด ก็ไม่เห็นอะไรขวางนะคะ เราเลยจอดรถซึ่งรถหยุดตรงประตูทางเข้าบ้านป้าบัวพอดีเป๊ะ เรามองเข้าไปในบ้านป้าบัว บ้านแกปิดไฟเงียบ รั้วบ้านป้าบัวเป็นเสาไม้เตี้ยๆอ้อมด้วยลวดหนาม ตามแบบบ้านนอก พอเราหันกลับมามองทางข้างหน้า มีผู้หญิงรูปร่างอวบๆ ไม่แก่มาก สีเสื้อสีดำกับผ้าถุงสีดำ ตาสีดำทั้งตาเลยค่ะ ยืนขวางกลางถนน มองหน้าเราแบบสีหน้าเฉยมาก แล้วอยู่ดีๆกระโดดขึ้นมากระจกหน้ารถ มันเร็วมากเรายังไม่ทันตั้งตัว เรากริ๊ดดดดดดดดดดดดด (คอแทบแตก) หลับตาปี๋ ไม่กล้าเงยหน้าเลยค่ะ เราได้ยินเสียงกระจกแตกด้วยค่ะ เราใจเต้นเรามาก ความคิดเรากลัวสุดๆ




ผู้สนับสนุน
        ยกมือไหว้แบบสั่นไปทั้งตัว (หัวใจจะวาย) เราก้มหน้ากับพวงมาลัยนานแค่ไหนไม่รู้ความรู้สึกเรามันนานมาก เราทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ เราได้ยินเสียงสวดเป็นภาษาเขมร (เราคิดเอาเองนะ) เราไม่เคยได้ยินบทสวดนี้ มันคล้ายบทสวดมนต์แต่ไม่ใช่ เสียงสวดเร็วมาก เสียงดัง ดุดันมาก เรายิ่งกลัวสิค่ะ มุดลงใต้รถอย่างเดียว จนเสียงเงียบไปนานพอสมควร เราเลยเงยหน้า แล้วรู้สึกว่ามีลมอุ่นๆมาปะทะหน้า กระจกด้านข้างเปิดตอนไหนก็ไม่รู้ จนลุงที่อยู่ตรงข้ามบ้านป้าบัวมาเรียกอยู่ข้างรถเรา เราขอเรียก "ลุงพอก" นะคะ เรากรี๊ดดดดดดดดดดดดดดด อีกรอบเราตกใจไงค่ะ ไม่รู้ใครเป็นใคร แกจับแขนเราแล้วบอกเราว่า มันไปแล้ว มันไปแล้ว เราไม่เห็นป้าบัวลงมาดูเลยค่ะ ทั้งที่เราบีบแตรรถเสียงดังมากกกก คนในละแวกนั้นออกมาดูหมด ก็จะมีแต่รุ่นสูงวัยทั้งนั้นค่ะ เพราะบ้านนอกหนุ่มๆ สาวๆ เข้าเมืองกันหมด ป้าๆ ช่วยกันปลอบเรากันใหญ่ เราโทรหาแม่ แม่ก็รีบเดินออกมารับ บ้านห่างกัน 3 หลังไงค่ะ พวกป้าๆ ละแวกบ้านก็เดินมาส่งเราที่บ้านด้วย แล้วรถเราลุงพอกก็ขับมาจอดไว้ให้ ป้าๆกับแม่ก็ตั้งวงคุยกันอยู่หน้าทีวี แม่ก็เอาทีนอนปิคนิคมาปูให้เรานอนหน้าทีวี ใกล้วงเม้าท์ของป้าๆนั้นแหละค่ะ น้ำก็ไม่อาบ ข้าวไม่กิน กลัววววววววว เรานอนฟังพวกป้าๆคุยกันเรื่องลึกลับที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตั้งแต่ ป้าบัวกลับมาอยู่หมู่บ้านเรา

                พอตื่นมาปวดหัวมาก สรุปไข้ขึ้น.......เราโทรไปบอกหัวหน้าเราขอลางาน 2 วัน ไปหาหมอ ไปอาบน้ำมนต์ที่วัดใกล้บ้าน แล้วพักผ่อนอีก 1 วัน เราเดินสำรวจรถเราตอนสายๆ ก็ไม่มีรอยกระจกแตกหรือร้าวเลยนะคะ เรามั่นใจว่าได้ยินเสียงกระจกแตก ช่วงบ่ายเราก็ไปวัด เจอหลวงพ่อแกหัวเราะเลยค่ะ แกพูดขึ้นว่า “โดนดีมาล่ะสิ” แล้วท่านก็ถามแม่ว่าเตรียมของมาไหม แม่ก็เดินไปเตรียมของ ซึ่งมีดอกไม้ ธูป เทียน ใส่ในขันเงิน แล้วท่านก็เรียกให้เข้าไปทำพิธีในอุโบสถ ท่านสั่งลุงพอก แกเป็นมัคทายก ไปเอาถังใส่น้ำมา 3 ถัง หลวงพ่อแก ก็ยกขันขึ้น แล้วเอาธูป เทียน ดอกไม้ มาประนมมือแล้วท่องคาถาประมาณ 3 นาที แล้วท่านก็จุดเทียนพร้อมกับท่องคาถาแล้วหยุดน้ำตาเทียนลงน้ำ แล้วก็ให้เรากิน 1 แก้ว แล้วก็อาบอีก 3 ถัง หนาวมากค่ะ หน้าหนาวเนาะ ตอนแม่เราเอาน้ำราดลงบนตัว เราอ้วกออกมาเป็นน้ำสีเขียว หนืดๆ เหนียวๆ สีเหมือนน้ำย่อย เหม็นมาก ออกทั้งปาก ทั้งจมูก เรารู้สึกเจ็บลิ้นปี่ ทรมานสุดๆ ........จนราดน้ำมนต์เสร็จ อาการเราก็หาย รู้สึกตัวเบา สมองโล่ง พอตอนจะกลับบ้านหลวงพ่อแกบอกให้เก็บดอกไม้ กลับไปด้วย 1 ดอก เราเลยไปเก็บดอกดาวเรืองที่ขอบกำแพงวัดกลับบ้านไป 1 ดอก เราไม่รู้ว่าทำไมต้องเอาดอกไม่กลับบ้านด้วย แต่เพื่อความสบายใจเราก็เลยทำตามที่หลวงพ่อบอก เราคิดว่าเรื่องมันจบแล้ว...........

แต่ที่จริง.................ไม่!!!!!!!


                หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป เราก็ไม่เห็นป้าบัวอีกเลย บ้านปิดเงียบ ซึ้งเราก็ไม่ได้ใส่ใจถามคนละแวกบ้านด้วยว่าแกไปไหน เพราะเรากลัวววววววว ถ้าวันไหนกลับบ้านดึกอีกเราจะขับรถอ้อมเข้าบ้านทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน จะไกลกว่าทางเดิม 2 กิโลเมตร
                เวลาผ่านมาเกือบ 2 เดือน เข้าช่วงปีใหม่ เราก็ลืมๆเรื่องราวไปบ้าง คือไม่ได้กลัวที่จะอาบน้ำตอนดึก หรือลงมาเข้าห้องน้ำกลางดึก เหมือนตอนเกิดเรื่องใหม่ๆ ไม่ผวาแต่ก็ไม่กล้าสู้อ่ะค่ะ ทุเทศกาลหยุดยาวครอบครัวป้าจากเมืองหลวงจะมาเยี่ยมแม่กับพวกเราที่บ้าน เป็นการพบปะสังสรรค์ ป้า แม่ สาวแท้ๆ พี่สาวลูกป้า และเรา ช่วยกันเตรียมขนม ข้าวต้ม เพื่อใส่บาตรวันขึ้นปีใหม่ที่วัดในหมู่บ้าน กว่าจะเตรียมของทุกอย่างเสร็จก็จนค่ำ ส่วนพวกผู้ชายก็ตั้งวงก้งเหล้าตามระเบียบ ตะวันตกดินบ้านเราก็ล้อมวงกินข้าว อาบน้ำเสร็จก็มาดูทีวี จนเวลาสามทุ่มกว่าๆ ก็พากันขึ้นบนบ้าน พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปทำบุญ พวกผู้ชายไปตั้งวงต่อที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านเราเลี้ยงหมาหนึ่งตัว เป็นหมาไทยพันธุ์เล็กสเป็คหมาฝรั่ง เราขอเรียนว่า "ด่าง" นะ

                บ้านเราเป็นบ้านสองชั้น ข้างบนเป็นไม้มี 2 ห้องนอน ข้างล่างเป็นตึก เราขังด่างไว้ในห้องดูทีวี เพราะเรากลัวหมาใหญ่มากัดมัน เคยมีหมาใหญ่มากัดตอนกลางคืนแล้ววิ่งหนีเข้าป่า ตามหาแทบพลิกแผ่นดิน กลับมาบ้านสภาพคุณหนูตกยากเลยค่ะ เรากับพี่สาว นอนด้วยกัน โดยเรานอน ริมสุดฝั่งขวา พอหลับไปได้สักพัก เราก็ได้ยินเสียงด่างมันร้อง ร้องเหมือนโดนกัดแล้วปวดแผลตอนหายตัวไป ร้องครวญครางคะ ตอนแรกเราไม่ได้สนใจคิดว่ามันจะหยุดไปเอง จนผ่านไป ประมาณ 15 นาที ไม่หยุดร้อง เราเลยเดินออกมาดูตรงบันได หัวมุมบ้านเราติดสามแยก สามแยกจะมีเสาไฟ ไฟก็ส่องสลัวๆเข้ามาในตัวบ้าน เรามองดูด่าง เห็นมันตะเกียดตะกาย พยายามจะมุดเข้าไปในมุมข้างตู้วางทีวี เหมือนมันกลัวอะไรสักอย่าง เรากำลังจะลงไปเปิดไฟเพื่อดูว่ามันโดนแมลงกัดหรือเปล่า แม่เราก็เปิดประตูออกมา แล้วเรียกชื่อเราเสียงดัง (เราเกือบกริ๊ด) แม่เราพูดว่า "อย่าลงไปของไม่ดี" เราเลยกลับเข้าห้อง เราเหลือบมองพี่สาวทั้งสอง ทั้งคู่ไม่ตื่น ทั้งทีเสียงหมาร้องดังมาก เสียงแม่เรียกเราก็ดังมาก เรานอนคลุมโปง เราเปิดดูเวลาจากโทรศัพท์ ตอนนี้เวลา 00.59 น.

                เราหลับยังไม่สนิทเท่าไร รู้สึกเย็นหลังมาก เย็นขึ้นมาตามกระดูกสันหลัง เย็นแบบ วาบๆ แล้วก็ขนลุก ขนลุกแบบเป็นระยะๆ มันวาบๆ ขึ้นตามแขน ตามขา เรารู้สึกหายใจไม่อิ่ม ไม่ถึงกลับหายใจไม่ออก หัวใจเราเต้นเร็วขึ้น คือเราเป็นไทรอยด์ด้วย เลยคิดว่าน่าจะเกิดจากไทรอยด์ เราเลยจะลุกขึ้นกินยาแก้ใจสั่น ปรากฏว่าลุกไม่ขึ้น แขนขาหนักไปหมด เราพยายามลืมตาแต่ลืมไม่ขึ้น เราเรียกพี่สาวที่นอนข้างๆ แต่ไม่มีใครขานตอบเราสักคน เราก็พยายามจนเราลืมตาขึ้นได้ สิ่งที่เราเห็นคือ ดวงตาคู่เดิมเลยค่ะ ดำสนิท ไม่มีเส้นเลือด ไม่มีตาขาว ดำสนิทจริงๆ อยู่ใกล้ตาเรา เราผวาค่ะ กริ๊ดดดดดด แต่ไม่มีเสียง เราพยายามดิ้นแต่แขนขามันหนักมาก เราได้ยินเสียงสวดมนต์ที่เราได้ยินคราวก่อน ดังขึ้นๆ เราเริ่มปวดหัว เหงื่อออกทั้งทีมันเป็นหน้าหนาว เราดิ้นจนเหนื่อย ไม่รู้จะทำไง เราเลยตะโกนเรียก "แม่" แล้วเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แม่เข้ามาเปิดไฟ ไม่พูดอะไร แล้วเดินออกไป เรามองดูพี่สาว ทั้งคู่ยังนอนท่าเดิม ไม่ตื่นทั้งที่แม่เดินมาเปิดไฟ เราก็ไม่ได้ปลุกเพราะคิดว่าพี่ๆ เหนื่อยแล้วคืนนั้นเราก็ไม่นอนค่ะ เสียงสวดมนต์ยังดังในหัวเรา จนเราต้องกินยาแก้ปวด เราดูเวลา 01.59 น.
                รุ่งเช้าเราและญาติก็เตรียมตัวไปวัด พอถึงวัด ใส่บาตร ไหว้พระเสร็จก็มานั่งรอพระมาทำพิธีในศาลารวมกับชาวบ้านคนอื่นๆ พี่สาวลูกป้าพูดขึ้นว่า "เมื่อคืนรู้สึกอะไรไหม" เราเลยเสริมเลยค่ะ สรุป เจอเหมือนกันทั้งสามคน พี่สาวไม่ตื่นเพราะลุกไม่ขึ้น ขยับตัวไม่ได้ ส่วนแม่กับป้าเรา ฝันว่ามีผู้หญิงใส่ชุดดำ ตาดำ มายืนชี้หน้าตรงรั้วบ้านพูดว่า "กูแค่หิว ทำกูขนาดนี้เลยเหรอ กูจะเอาลูกหลานไปอยู่ด้วย"

                ตอนเรานั่งคุยกับแม่ ป้า และพี่สาว ยายเฒ่า คนในหมู่บ้านก็นั่งฟังด้วย แกบอกว่า พวกอย่าเสียงดัง จะมีใคร ก็มีคนเดียวแหละ ร่างมันไม่อยู่มันก็ต้องหาร่างอยู่ไปก่อน ร่างมันไปทำพิธี "ผูกปอบ" อยู่ที่..........(จ.หนึ่งในอีสาน) ไปตั้งนานแล้วยังไม่กลับมาเลย พี่น้องก็ไม่มีใครไปเยี่ยมสักคน กลัวปอบจะเข้า เป็นสายเลือดเดียวกันมันเข้ากันง่าย ถ้าไม่ไปทำอีกไม่นานก็ต้องตาย พอตายปอบในตัวก็จะตกไปถึงลูกหลาน เป็นเวรกันไปไม่จบสักที เราเลยถามยายว่าเขาเป็นได้ไง ไปทำอะไรมา แล้วมาอยู่หมู่บ้านเราได้ไง ยายเล่าว่า คนสมัยก่อนมีอาชีพเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไม่ค่อยมีใครได้เรียนหนังสือ ถ้าจะเรียนก็มีแต่เรียนพวกวิชามนต์ดำ เรียนของ สมัยก่อนมันเรียนกันง่าย มันเป็นของที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ คนสมัยแต่ก่อนทำนา ด้วยความยากลำบาก ไม่มีเครื่องมือทันสมัยคือสมัยนี้ จะทำนาแต่ละทีใช้แต่แรงคน กับควายเท่านั้น บางปีฝนแล้วไม่ได้ข้าวมากก็อดยาก ก็เลยมีคนไปเรียนวิชา "ของข้าวมาก" คือทำนาไม่กี่ไร่แต่ได้ข้าวเยอะเกินความเป็นจริง เช่น ทำนา 10 ได้ข้าว 100 กระสอบ แต่มันมีกฎของมัน คือ เมื่อเอาข้าวไปตำแล้วจะเอาข้าวมาหุงต้องเก็บ กากข้าว ดอกหญ้า และหินออกให้หมด ห้ามให้มีเศษอย่างอื่นหลงเหลือในข้าวมีแต่ชิ้นเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็จะต้องกลายเป็นปอป แล้วปอบก็จะกินเครื่องในร่างที่อาศัย (อีสานเรียก อักกิน) จนร่างนั้นตายแล้วจะไปอยู่กับลูกหลายสายเลือดแท้ๆ ของร่างเดิม มีทางแก้คือ ต้องทำพิธี ผูกปอบ คือ ผูกปอบให้อยู่แต่ในร่าง ไม่ให้ออกหากิน แต่ให้กินเจ้าของร่างจนตายยยยยยย พอร่างตายไป ปอบก็จะตายไปด้วย จึงจะถือว่าจบสิ้นกันไป แม่เลยเล่าให้ยายฟังว่าเราเจออะไร แล้วบอกยายเรื่องดอกดาวเรือง ยายว่ากันได้ไม่นานหรอก มันมีวันเสื่อมได้

                พอมาถึงตอนนี้ พระก็มาทำพิธีพอดี เราก็สวดมนต์ กินข้าววัด ล้างจาน ถูศาลา และกวาดลานวัดเสร็จก็พากันกลับบ้าน เมื่อมาถึงบ้าน น้าสะใภ้มาบอกข่าวดี ว่า "พี่สะใภ้ เราท้อง" (น้าผู้ชายเป็นน้องแท้ๆของแม่เราบ้านอยู่ตรงข้ามบ้านเรา)

                พี่สะใภ้เราท้องหลานคนแรก ทุกคนก็เห่อหลาน พากันเอาด้ายมาผูกแขนเรียกขวัญพี่สะใภ้กันใหญ่ พี่ชายพาไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลว่าท้องได้ 2 อาทิตย์ เลยทำการฝากท้องด้วยเลย ช่วงเวลานั้นทุกคนมีความสุข หลายคนเข้ามาอวยพรพี่สะใภ้เรา และป้าบัวก็มา เราแปลกใจมากที่ป้าบัวก็มา แกเข้ามาจับแขนพี่สะใภ้ลูบที่หลังมือ และก็เอาด้ายมาผูก ก็อวยพรแบบคนอื่นๆ คือ ของให้เด็กแข็งแรง เป็นเด็กดี โตขึ้นให้ได้เป็นเจ้าคน นายคน เราแปลกใจถามน้าสะใภ้ ว่าป้าบัวแกรู้ได้ไง ใครไปบอก ทุกทีแกไม่เคยสุงสิงกับใคร น้าสะใภ้เราสีหน้ากังวลมาก

                เวลาผ่านเข้าเดือนพฤษภาคม อายุครรภ์พี่สะใภ้เราได้ 5 เดือน ทุกอย่างเริ่มดูดีไปหมด น้าชายเราสร้างบ้านให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ ซื้อรถของเล่น แบบขับได้ และแปลนอนมาเตรียมไว้รับหลาน ซึ่งไปอัลตร้าซาวด์พบว่าเป็นผู้หญิง ทุกคนตื่นเต้นดีใจรอวันจะได้พบหน้าหลาน พี่สะใภ้เราลาออกจากงานมาอยู่บ้าน เพราะไม่อยากขับรถไปกลับที่ทำงานระยะทางไกลพอสมควร และงานพี่สะใภ้เลิกดึก กลัวอุบัติเหตุ

                ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เรากำลังทำงาน ช่วงบ่ายสอง แม่โทรศัพท์มาบอกว่า พี่สะใภ้ตกเก้าอี้ แกจะเอารูปงานแต่งขึ้นไปแขวน ตอนนี้อยู่ โรงพยาบาล ตกเลือด เด็กในท้องหัวใจหยุดเต้น เราก็รีบมาที่โรงพยาบาล เห็นแม่ น้าสะใภ้ พี่ชาย นั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สีหน้าเครียดมาก รอลุ้นว่าหลานจะปลอดภัยไหม แม่เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่า รอประมาณ 1 ชั่วโมง พยาบาลเดินออกมาบอกว่า เด็กเสียชีวิตแล้ว รอดูอาการแม่ก่อน ถ้าแข็งแรงดี จะสอดยาเพื่อบีบเด็กออก

                หลังจากที่พี่สะใภ้เราพักฟื้นร่างกาย 2 วัน หมอก็ให้ทำการเอาเด็กออก พอเด็กออกมาพยาบาลเอาศพเด็กห่อด้วยผ้าของโรงพยาบาลแล้วใส่ในลังกระดาษเล็กๆ สภาพศพเด็กเล็กกว่าฝามือ มีแขน มีขา มีหัว มีผมขึ้นเล็กน้อย ตัวแดง เป็นผู้หญิง เราเป็นคนถือลังกระดาษไว้แล้วนั่งรอ พี่สะใภ้ออกจากห้องคลอด ตกบ่าย หมออนุญาตให้พี่เรากลับบ้านได้ จึงพากันกลับ โดยเอาศพเด็กไปตั้งไว้ในกล่องแก้ว ตั้งอยู่กลางศาลาวัด ตั้งไว้ 1 คืน โดยวันถัดไปจะทำพิธีเผา

                รุ่งเช้า เรากับญาติตื่นแต่เช้า มาเตรียมอาหารใส่บาต ของเล่น เสื้อผ้าเด็ก ขวดนม และน้ำ และช่วงเช้าเราก็ทำพิธีตามศาสนา ช่วงบ่ายก็ทำการเผา บรรยากาศวังเวงมาก ไม่มีใครพูดอะไร แม่เด็กได้แต่มองลูกน้อย ไหม้ไฟจนเหลือแต่เถ้าถ่าน พี่สะใภ้เราไม่ร้องนะคะ สีหน้าเรียบเฉย แต่มองดูแล้วจุกในอกค่ะ พอเผาเสร็จ เก็บของต่างๆ ก็ค่ำ ครอบรัวเราจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน เรา แม่เรา น้าสะใภ้ แม่พี่สะใภ้ มานอนเฝ้า พี่สะใภ้เพราะต้องอยู่ไฟ แล้วแม่ก็บอกว่าคนท้อง มีกินคราวเลือด แล้วก็อ่อนแอ ต้องมีคนเฝ้า เดี๋ยวผีชะมกจะมากิน แต่ที่จริงคือ คนท้องเคลื่อนตัวลำบาก จะลุกไปไหนก็ยากต้องมีคนช่วย และต้องมีคนคอยดูไฟในเตาถ่าน ให้ไม่ร้อนเกินไปและห้ามดับ ต้องมีไฟตลอดเวลา ตกดึกเราก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ดังมาจากจากวัด เราค่อนข้างมันใจว่าเป็นเสียงพระสวด เพราะเป็นบทสวดมนต์ที่เราคุ้นเคยกัน

                ตอนเช้าเรากับญาติตื่นตั้งแต่ ตี 4 เพื่อไปเก็บกระดูกหลาน โดยมีสัปเหร่อเก็บให้แล้วห่อด้วยผ้าขาว ทางเรากับญาติตัดสินใจกันว่า จะเอากระดูกไว้ที่วัด พอดี หลวงพ่อเดินมาท่านเดินมาคุยกับน้าชาย " เมื่อคืนไม่ได้นอนเลย สวดแข่งกันจนเจ็บคอ" เราก็เลยถามน้าว่าแกหมายถึงอะไร




ผู้สนับสนุน
น้าบอกว่า เมื่อคืนมีพวกคนเล่นของมาสวดเรียนวิญญาณหลานไป จะเอาไปทำ ลูกกอก แล้วกะพวกผีเร่ร่อนจะเอาไปเป็นทาส ถ้าเอาไปได้หลานจะไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลย หลวงพ่อท่านเลยสวดต้านไว้ไม่ให้เอาไป

                ตกบ่าย พี่เราร้อนจากไฟ เลยลงมานั่งเก้าอี้ แกเล่าว่า ก่อนวันที่จะตกเก้าอี้ 2 3 วัน แกฝันว่า มีผู้หญิงมาอุ้มลูกแกไปจากเปล แกถามก็ไม่ตอบ แกพยายามวิ่งตามผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่ทัน แกพยายามเรียกขอลูกคืนผู้หญิงคนนั้นก็เดินออกจากบ้านไป แกตื่นจากฝันเล่าเรื่องนี้ให้แฟนฟัง แฟนแกว่าแค่ความฝัน แกเลยไม่ใส่ใจอะไรมาก แล้วก็ไม่ได้เล่าให้น้าเราฟังด้วย

                ผ่านมาสามเดือนกว่า เราและญาติๆพากันไปเที่ยงบ้านพี่สะใภ้ที่ภาคกลาง ได้พักที่บ้านพี่สะใภ้ เป็นชุมชนเมือง บ้านติดกัน พวกเราพากันไปทำบุญที่วัด ตอนกำลังกลับ มีผู้ชายแต่งตัวมอมแมม ไว้ผมรุงรัง พูดจาเสียงดัง เราเห็นตั้งแต่เข้ามาในวัดแล้วแต่ไม่ได้สนใจ เดินมาชี้ที่ท้องพี่สะใภ้เรา แล้วพูดว่า "ผู้หญิง น่ารัก" ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะพี่ชายเราเอาตัวบังพี่สะใภ้ไว้ กลัวผู้ชายคนนี้จะเข้ามาทำร้าย แล้วมัคทายก ก็มาเรียกไป บอกว่าเขาเป็นบ้า พอขึ้นรถ น้าสะใภ้บอกว่า คนบ้ามันรู้นะ ว่าเด็กในท้องจะเป็นผู้หญิงหรือชาย แกดูตื่นเต้น แล้วบอกให้พี่ชายเราแวะโรงพยาบาลพาพี่สะใภ้ไปตรวจพอถึงโรงพยาบาลก็ทำประวัติ เข้าตรวจ เรา แม่ น้าสะใภ้ก็รอที่หน้าตึกผู้ป่วยนอก ใช้เวลาประมาณ 30 นาที พี่สะใภ้กับพี่ชายเราก็เดินออกมา ตอนนี้ตังครรภ์ อายุครรภ์ 1 เดือน เราเฮ้กันลั่นเลยค่ะ ดีใจมากๆ ครั้งนี้ครอบครัวเรา ดูแลพี่สะใภ้อย่างดี และคราวนี้จะไม่ไห้มีเหตุการณ์เกิดขึ้นซ้ำอีกแน่นอน

                ทุกวันที่ทุกคืนเดือนมืด เราจะได้ยินเสียงเรียกจากหน้าบ้าน คือห้องห้องนอนเราติดกับถนน คือใกล้ถนนมาก จนแม่ไปบ่นกับช่างว่าทำไมห้องเราติดถนนขนาดนี้ รถผ่านไปมา ฝุ่นเกาะเต็มห้องเราเลย แล้วตอนกลางคืนเราชอบเปิดหน้าต่างนอนให้ระบายอากาศ เราว่านอนหลับสบายดี แอร์ธรรมชาติ วันแรกที่เราได้ยิน มันก็ช่วงแรกที่น้องด่างมันร้องอ่ะค่ะหลังจากนั้นก็ได้ยินเรื่อยๆ คือเสียงเรียก แบบเหมือนตะโกนถามให้เราตอบค่ะ มาช่วง ตี 1 เราจำได้ประโยคหนึ่งมันชัดมาก "(ชื่อเรา) แม่อยู่บ้านไหม เอาถ้วยมาคืน" แม่เอาอะไรไปให้เขาน้อ? คือน้ำเสียงแบบถามให้ตอบอ่ะคะ เราก็ไม่ตอบนะคะ มาช่วงตี 1 ใครจะตอบ นอนคลุมโปง เปิดไฟสิค่ะ เปิดเพลงด้วย กลัววววววววว

                เดือนตุลาคมหมู่บ้านเรามีงานทำบุญหมู่บ้าน ทุกบ้านก็จะเอาสายสินมาพันอ้อมบ้าน แล้วเอาไปรวมที่ศาลากลางหมู่บ้าน โดยมีพระจากทางอื่นมาพำนักที่วัดพอดี เห็นป้าบอกว่าแกเป็นร่างทรงของปู่ฤๅษี ตอนทำพิธีท่านเดินอ้อมหมู่บ้าน บ้านไหนมีของไม่ดีท่านรู้หมด ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างที่ท่านว่า บ้านหลังก่อนหน้าเราท่านทักว่าเลี่ยงของดำไว้เรื่องหลอนฟรี pheex3.com ซึ่งก็จริงเพราะวันพระบ้านหลังนี้จะเอาอาหารที่มีสีดำเช่น ช็อกโกแลต ข้าวเหนียวดำ น้ำโอเลี้ยง เซ่นศาลพระภูมิหน้าบ้าน พอถึงบ้านเราท่านทักว่า ถ้าเจ้าที่ไม่ช่วยตายทั้งบ้าน แกเลยให้ผ้ายันต์สีแดงมา ท่านบอกให้ติดที่ประตูทางเข้า ใครเรียกอย่าขาน มั่น ทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

                ทุกวันนี้ เราก็อยู่แบบ ทั้งกล้า ทั้งกลัว คือพยายามไม่กลับบ้านดึก อาบน้ำ ทำภารกิจให้เสร็จก่อน 4 ทุ่ม ไม่กินน้ำก่อนนอน ถ้าไม่จำเป็นกลัวปวดฉี่ ไม่กล้าลงมามาฉี่กลางดึก

                ด่าง ตั้งแต่วันนี้มันไม่ร้องแบบนั้นอีกเลยค่ะ มันเห่าค่ะ เห่านะคะ ไม่ใช่หอน เห่าไปที่รั้วบ้าน แต่เห่าแปบเดียวเสียงก็เงียบ ตื่นเช้ามาก็ร่าเริงเหมือนเดิม ลืมบอกไปช่วงที่มันร้อง มันไม่ยอมกินข้าวเลยค่ะ เราพาไปหาหมอ หมอบอกว่า ลำไส้อักเสบ ฉีดยาฆ่าเชื้อ แล้วกินยาอีก 3 วัน ตอนจับกรอกยากมาก มันดิ้นสู้ สงสัยจะขม ทุกวันนี้มันเห็นเราถือหลอดฉีกยามาวิ่งหางจุกตูดเลยค่ะ

      แม่ไม่ฝันเห็นอะไรอีกเลย หลับสบายแต่ช่วงนี้เครียดหน่อย ข้าวราคาตก พี่สะใภ้ ตอนนี้ท้องได้ 5 เดือนแล้วค่ะ หน้าขาวใสเชียว ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ส่วนเรา ใช้ชีวิตตามปกติ ระมัดระวังมากขึ้น ยังคงได้ยินเสียงเรียกแต่ไม่บ่อย และไม่ตอบเสียงคนเรียกจนคนที่บ้านและที่ทำงานหาว่าหยิ่ง (กลัวอ่าาาาาาาา) เราก็ได้แต่หวังว่า มันจะจบลงในเร็ววัน

จบ.............................

อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน

เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ ตามมาหลอน~~~~~ ของคุณ กุหลาบสีเลือด

ตามมาหลอน~~~~~ ตามมาหลอน~~~~~ Reviewed by Nobibi on สิงหาคม 17, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.