ไม่ปกติหว่ะเพื่อน..

เรื่องเล่า ไม่ปกติหว่ะเพื่อน...

ghost story
เรื่องเล่า ไม่ปกติหว่ะเพื่อน...

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก เรื่องนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว เป็นเรื่องราวของเพื่อนผมคนหนึ่ง ซึ่งผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และมีเพื่อนหลายคนก็อยู่ในเหตุการณ์นี้เช่นกัน ถ้าเล่าตกหล่นยังไงก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ผมจบจากโรงเรียนนี้ได้สองปีแล้วอาจมีตกหล่นบ้าง ..
ก่อนอื่นต้องขออนุญาตเพื่อนด้วยที่เอาเหตุการณ์นี้มาเล่า มาเริ่มกันเลยครับ ..

ผมและเพื่อนๆกลุ่มนี้ได้รู้จักกันตอนมาอยู่หอในของโรงเรียนแห่งนี้ โดยที่ผมเป็นเด็กเก่าที่ผ่านชั้นม.3ขึ้นมาม.4 ส่วนเพื่อนๆที่เหลือในกลุ่มเป็นเด็กใหม่ที่มาจากโรงเรียนอื่น
เราก็สนิทกันได้ไวมาก ด้วยนิสัยที่เหมือนๆกัน และในกลุ่มของพวกเรามี 2 คน ที่มันจะไปสอบเตรียมทหาร พวกมัน2คนก็ฟิตร่างกาย อ่านหนังสือกันเต็มที่ ในเทอมที่2หลังจากเพิ่งเข้ามาเรียนโรงเรียนนี้

และมีอยู่วันหนึ่งในขณะที่พวกผมก็นั่งคุยกันอยู่ในห้องหอใน ขออธิบายห้องที่หอในก่อนนะครับ ลักษณะภายในห้อง มีเตียง4เตียง มีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะอ่านหนังสือของใครของมัน  มีทางเข้าทางเดียว มีกระจกบานเกร็ดให้สามารถเห็นทางเดิน หอนี้มีอยู่ 9 ห้อง ทุกคนในหอจะรู้จักกันหมด ห้องที่เราอยู่รวมกันคือห้อง 204 แต่ผมนั้นอยู่ห้อง208 แต่ก็มานั่งคุยรวมๆกันที่ห้อง204นี้


ผู้สนับสนุน

ตอนกำลังคุยกันอย่างสนุก เวลาไม่ดึกมาก เพื่อนที่ผมบอกว่าจะสอบนายร้อยคนนี้ มันชื่อปัตติ ปัตติก็เดินเข้ามา แล้วมันพูดขึ้นว่า

"กูเจอผีหลอกหว่ะ" 

เพื่อนๆก็หยุดคุยกัน แล้วก็เหน็บแนมว่า "คิดไปเองเปล่า" มันจึงเล่าให้ฟังว่า

"ตอนที่กูไปโหนแป้นบาสอ่ะ กูเห็นผู้หญิงท้องยืนอยู่ใต้เสาไฟตรงต้นไทรโรงเรียน...อ่ะ เขากวักมือเรียกกูเว้ย กูเลยเดินไปหา แต่พอยิ่งเดินเข้าไปหา ผู้หญิงคนนั้นก็เหมือนถอยหลังเข้าไปในต้นไทร" 

ต้องขออธิบายก่อนว่า สนามบาสโรงเรียนผมนั้น อยู่ใกล้ๆหอเลย มี2สนาม แล้วใกล้ๆกันก็มีโรงเรียนอีกโรงเรียน ตรงโรงอาหารเก่าของอีกโรงเรียนนั้น มีต้นไทรใหญ่มากต้นหนึ่ง เรียกว่าผ่านตอนกลางคืนมีเสียวสันหลังกันบ้างแหะ ถึงแม้จะมีไฟทางก็ตาม พวกเพื่อนๆก็ถามปัตติว่า อ่าวแล้วทำไง มันก็ตอบมาว่า

"พอกูรู้ว่าใช่แน่ๆ กูก็เดินถอยหลังกลับหอเลยเอ๊ง ให้แน่ใจว่าไม่ได้ตามกูมา แล้วก็ก็มาบอกพวกนี่แหละ" 

เพื่อนๆต่างก็พากันคิดว่า ไอ้ปัตติแมร่งมโนละ ก็กลับมาคุยเฮอา แล้วก็แยกย้ายไปอาบน้ำ แล้วก็กลับมานอนเรียงกันในห้อง 204 พวกเราได้เอาเตียง 3เตียง มาติดกันเพื่อให้นอนได้หลายๆคน อีกเตียงเป็นของไอ้นัทชิน มันนอนแยก ส่วนพวกเรา เป็ด เต๋า เบส นัทสิด ปัตติ ก็นอนอัดๆกัน แล้วก็ปิดไฟนอนกันปกติ

ผ่านไปสักพัก ก็มีเสียง อึกๆอักๆ ดังขึ้น ผมกับเต๋าก็มองหน้ากัน และก็มีเสียงเพื่อนคนนึงพูดว่า

"ไอ้ปัตติ ไอ้ปัตติ"

คือปัตติมีอาการเหมือนแน่นหน้าอกหายไปไม่ออก แล้วทำมือเหมือนพยายามจะแกะมือใครบางคนออกจากคอมัน

พอเพื่อนๆเห็นก็รีบลุกไปเปิดไฟ ก็เหมือนปัตติมีสีหน้าไม่ดี หลับตา แต่มีอาการเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง...

ตอนนั้นพวกเราไปรุมล้อมมันแล้วถามมันว่ามันเป็นอะไร พวกเราก็คิดว่ามันอำเรา แต่ถ้ามันอำมันคงไม่ดูทรมานขนาดนี้  ตอนนั้นพวกเราไปรวมกันอยู่ที่เตียงไอ้นัทชินกันหมด

ผมถอดเอาพระพุทธชินราชที่ผมคล้องอยู่ ไปให้มันกำ อาการมันก็ยังไม่ดีขึ้น ไอ้เต๋า ก็เอารองเท้าเตะจะฝาดหน้ามัน แต่มันก็ไม่มีอาการสะทบสะท้านอะไร

พวกเราเอะอะโวยวายกันมาก ปัตติเป็นอะไรมึงของเนี้ย ทุกคนในหอตื่นขึ้นและมามองดูพวกเราจากทางเดินผ่านช่องบานเกร็ด
เสียงดังจนทำให้ พี่เฟียตผู้จัดการหอต้องเข้ามาถามว่า "เสียงดังอะไรกัน" พอพี่เฟียตเข้ามาเห็น ก็เงียบแล้วเดินกลับออกไป ผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีพี่เฟียตก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับสร้อยพระที่มีพระดังๆมากมายรวมอยู่ในเส้นเดียวกัน พอพี่เฟียตมาถึง ก็ทำปากพึมพำ แล้วก็เอาสร้อยเส้นนั้นไปคล้องคอให้ปัตติ...

พี่เฟียตเอาพระดังคล้องให้แล้วปัตติก็ยังไม่หาย ตอนนั้นในมือปัตติมีแต่เครื่องรางของขลัง เรียกได้ว่าพุทธคุณมหาศาลตามความเชื่อของพวกเรา จนพวกเราหมดหนทางไม่รู้จะทำยังไง จนเพื่อนคนหนึ่งเอา เข็มโรงเรียน ที่เอาไว้ติดอกเสื้อของโรงเรียนเรามาวางบนตัวปัตติเบาๆ

หลังจากนั้นไม่นาน ปัตติก็สงบลงอย่างไม่น่าเชื่อ พอมันตื่นขึ้นมา พวกเราก็ถามมันว่า "เป็นอะไรของมึงวะ" มันเลยเล่าว่า

"ตอนกูนอนอยู่อ่ะ กูก็นอนปกติ สักพักกูก็มองไปที่เตียงไอ้นัทชิน แล้วอยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคลานออกมาจากใต้เตียงไอ้นัทชินแบบไวมาก แล้วก็ขึ้นมาบนตัวกู แล้วก็บีบคอกู ก็ก็ดิ้นจะให้แมร่งออกไป แต่แมร่งหมดแรง แล้วอยู่ดีๆก็มีผู้ชายแบบสมัยโบราณอ่ะตัดผมเกรียนๆเลยนะ แต่ทั้งตัวเป็นสีทองหมดเลย ถือมืดดาบมาช่วยกู แล้วหลังจากนั้นผู้หญิงคนนั้นก็หายไป"

พวกเราก็มองหน้ากัน .. ผู้อ่านรู้ไหมครับว่า ทำไมพวกผมถึงมองหน้ากัน  เพราะลักษณะที่ไอ้ปัตติเล่ามาเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นคือเข็มโรงเรียนพวกผมนี่แหละครับ และปัตติก็ไม่มีทางรู้เลยว่าพวกผมนำเข็มโรงเรียนมาวาง ท่าจะรู้ก็คงเป็นพระที่คล้องคอให้มากกว่า แล้วมันก็หลับตาตลอด ขออธิบายเกี่ยวกับเข็มโรงเรียนนะครับ ท่านเป็นพระมหากษัตริย์คู่บ้านคู่เมืองพวกเราชาวพิษณุโลกนี่แหละครับ พวกผมคุยกันว่า พระดังๆ พุทธคุณแรงๆ ยังไม่เท่าท่านเลยหรอเนี่ย ทำเอาพวกผมขนลุกมาก จากนั้นก็คุยกันซักพัก แล้วพวกเราก็ปิดไฟนอน

พอตื่นเช้าขึ้นมา พวกเราก็ไปเรียนกันปกติ เรื่องของปัตติกลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ของโรงเรียน ส่วนปัตติ อาจารย์ก็พาไปหาพระ พอเที่ยงปัตติก็กลับมา พอพวกเราเจอมัน เราก็ถามมันว่า "เป็นไงวะ ดีขึ้นยัง"  มันก็ตอบกลับมากลับพวกผมว่า

"ก็ดี พระเขาผูกด้ายแดง กับด้ายเหลืองมาให้กูแล้ว สบายยย แต่ได้ใบเซียมซีไม่ค่อยดีหว่ะ"

ด้วยความสงสัยผมเลยถามมันว่า "ไหนด้ายวะปัตติ" เพื่อนในกลุ่มตีไหล่ผม "เห้ย อย่าไปพูด กูก็ไม่เห็นเหมือนกัน" เพื่อนมันก็พูดกับผม

แล้วปัตติก็ทิ้งความสงสัยไว้ให้พวกเราอีกครั้ง พอตอนบ่ายอยู่ดีดีๆ ปัตติมันก็เดินออกจากห้อง ตรงไปที่ระเบียงอาคารเรียน มันเดินเหมือนคนไม่มีวิญญาณ เดินแบบล่องลอย คือพวกเราเห็นมันละว่ามันเดินไปเรื่อยๆ ช้าๆ เหมือนไม่มีสติ คือถ้าปล่อยมันเดินไปมันคงตกตึกแน่ๆ พวกเราเลยเรียกมัน

"ปัตติ ปัตติ เห้ยไอ้ปัตติ"

เพื่อนคนนึงวิ่งเข้าไปหามันแล้วดึงมัน มันก็ค่อยๆ เหมือนกลับมามีสติอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์นี้ พวกเราก็ลงความเห็นกันว่า เย็นนี้ พวกเราจะไปทำบุญกันที่วัดใหญ่ (วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร) และก็เอาใบเซียมซีไปคืนที่วัด เพราะตามความเชื่อถ้าได้ใบเซียมซีไม่ดี ให้เอาไปไว้ที่วัด

ผู้สนับสนุน

พอตกเย็น ตอนนั้นโพล้เพล้ พวกเราก็นัดรวมตัวกัน แล้วเรียกรถตุ๊กตุ๊ก เพื่อให้มารับที่ในโรงเรียนของเรา หลังจากนั้นไม่นานตุ๊กตุ๊กก็มา พวกเราก็ขึ้นไปบนรถกันที่หน้าหอ ปัตติก็โทรบอกแม่ว่าเดี๋ยวจะไปทำบุญที่วัดใหญ่กับเพื่อน พอรถออกมาได้สักพักผ่านสนามบาสโรงเรียนก็ต้องผ่าน ต้นไทรนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงปัตติพูดว่า

"ฮัลโหล ฮัลโหล อะไรนะแม่ ฮัลโหล ไม่ได้ยินเลย"

พอรถผ่านต้นไทรนั้น

"อ่าแม่ ได้ยินแล้ว เดี๋ยวจะไปทำบุญที่วัดใหญ่" พวกเราก็มองหน้ากันว่ามันเกิดอะไรขึ้น

พอใกล้ถึงวัดใหญ่ รถตุ๊กตุ๊กของพวกเราก็ติดไฟแดงอยู่ ตอนนั้นฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว พวกเราก็คุยกันในรถตุ๊กตุ๊กเบาๆ ว่า "จะเข้าหน้าวัด หรือ หลังวัดดีวะ" ก็มีเสียงผู้ชายใหญ่ทุ้มๆดังขึ้นมาว่า "หลังวัด" พวกเราก็คิดว่าเป็นเพื่อนในกลุ่มที่พูด เลยบอกคุณลุงคนชับว่า "เดี๋ยวเข้าหลังวัดนะครับ" 

เมื่อรถตุ๊กตุ๊กของเราส่งเราที่หลังวัดใหญ๋ พวกเราก็ลงมา แล้วก็เดินเข้าทางหลังวัด บรรยากาศตอนนั้น คือวัดเงียบหมด ไม่มีเสียงผู้คน ไฟทางเดินก็มืด มีเพียงไฟจากบ้านด้านนอกวัด พอพวกเราเดินเข้ามาได้ไม่นาน ก็มีลมพัดค่อนข้างแรง เหมือนฝนจะตกทั้งที่ก่อนหน้านี้ ฟ้าเงียบสงบมาก ปัตติมันก็เริ่มสีหน้าไม่ค่อยดี เห็นมันทำท่าทางเลิกลัก

เมื่อเราเดินผ่านลาดจอดหลังของวัด ก็ได้ยินเสียง สัญญาณกันขโมยของรถดังขึ้น หลายท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วมันแปลกยังไง คือกลุ่มหน้าที่เดินผ่านรถทุกคันไปก่อนแล้วไม่มีเสียงสัญญาณกันขโมยดังขึ้นเลย แต่พอปัตติเดินผ่านซึ่งมันอยู่กลาง เสียงสัญญาณกันขโมยก็ดังขึ้นไล่ตามมันไปเมื่อมันเดินผ่านรถไป เสียงก็เงียบ และกลุ่มหลังคือผมและเพื่อนคนที่เดินปิดท้าย ก็ไม่มีสัญญาณกันขโมยดัง พวกเราสองคนที่เดินปิดท้ายก็เริ่มมองหน้ากัน ทันใดนั้นเราก็สังเกตเห็น ปัตติมันมองไปที่ต้นไม้ใหญ่นอกเขตวัด แล้วทำท่าทางเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง แล้วรีบหันหน้ากลับทันที ตอนนั้นลมพัดแรงมาก ผมเห็นปัตติมันมองที่ยอดไม้ต้นใหญ่นั้น ผมเลยถามมันว่า

“มองอะไรวะ”

มันตอบกลับมาว่า “ป่าวๆ ไม่มีอะไร เดินต่อเถอะๆ”

แล้วก็มีเพื่อนคนนึงพูดขึ้นมาว่า

"เห้ย วัดเขาปิดแล้วไหงวะ ทำไมวัดมืดยังงี้  เงียบก็เงียบ" 

ขอขยายความก่อนนะครับ ปกติวัดใหญ่แม้จะค่ำแล้วก็ยังมีคนมากราบไหว้พระอยู่ตลอดเสมอ แต่วันนี้มันกลับไม่เหมือนทุกวันที่เคยเป็น…

เพื่อนในกลุ่มก็พูดขึ้นมาว่า "อ่าว แล้วมันปิด ปัตติมันจะคืนใบเซียมซียังไง" 

พวกเราก็คุยกันแล้วตกลงว่า เดี๋ยวเอาใบเซียมซีไปสอดที่ประตูหลังโบสถ์ก็ได้ อย่างน้อยก็ยังได้เอามาไว้ที่วัดแล้ว
พอไปถึงประตูหลังของอุโบสถ ปัตติก็กำลังจะนำใบเซียมซีพับเป็นทบๆ เพื่อที่จะสอดไปที่ใต้ช่องประตูได้…

แล้วก็มีเพื่อนในกลุ่มพูดขึ้นมาว่า "เห้ย ลองเดินไปดูหน้าโบถส์ดิ้ ว่าเขาปิดยั้ง" เพื่อนคนนึงในกลุ่มก็วิ่งไปดู แล้วมันตะโกนกลับมาว่า "เห้ยยัง ยังเปิดอยู่" พวกเราก็เลยคุยกันว่า เออ งั้นเดี๋ยวไปเข้าประตูหน้าเลย เพราะจะได้เอาใบเซียมซีไว้ในอุโบสถด้วย

เมื่อมาถึงด้านหน้าอุโบสถ พวกเราก็ต้องประหลาดใจ มีพบผู้คนมากมายกำลังกราบไหว้พระอยู่ เสียงดังมาก ผิดกลับทางด้านหลังวัดที่เราเข้ามา ซึ่งเงียบ และเหมือนไม่มีใครอยู่เลย
ตอนที่พวกเราก็เดินกำลังจะเข้าไปที่โบสถ์ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชก็ได้เจอผู้หญิงนุ่งขาวห่มขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ แล้วพอเดินเข้ามาใกล้ๆ จนรู้ว่า ท่านเป็นแม่ของรุ่นน้องที่โรงเรียนเรานี่เอง ท่านชอบปฏิบัติธรรมมาก พวกเราจึงได้ยกมือสวัสดีท่าน พวกเราได้เล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นตอนอยู่ที่หอ ท่านก็พูดว่า

"อืม เขารออยู่ด้านนอกนะ... โรงเรียนเราไม่มีศาลพระภูมิเลย เห้อออ"

พวกเราก็ได้แต่มองหน้ากัน แล้วกลืนน้ำลาย ผมก็นึกไปถึงตอนที่ปัตติเหมือนกลัวอะไรบางอย่างที่ต้นไม้นอกวัดขึ้นมาทันที
ผมและเพื่อนก็ได้ถามแม่ของรุ่นน้องท่านนั้นว่า "เราพวกผมจะทำยังไงกันดีครับ"

ท่านก็ตอบมาว่า "พอดีแม่มีอาจารย์ที่แม่รู้จักอยู่ท่านหนึ่ง เดี๋ยวพวกหนูไปไหว้พระไหว้เจ้าให้จิตใจสบายก่อนนะ... แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้แม่จะพาไปหาละกันนะ"

พวกผมก็ยังไม่ค่อยสบายใจ แล้วก็บอกลาท่าน จากนั้นก็ค่อยๆเดินไปกำลังจะเข้าไปกราบหลวงพ่อพุทธชินราช ทันใดนั้นก็มีพระรูปหนึ่งรูปร่างท้วมๆ กำลังจับไม้กวาด กวาดพื้นวัด เขาได้บอกสิ่งหนึ่งกับเราที่ทำให้พวกเราถึงกับผงะ คือ "วัดจะปิดแล้วนะ วันนี้ปิดไวหน่อยนะหนุ่ม"

ผมอุทานขึ้นในใจ และคิดว่าเพื่อนๆในกลุ่มก็คงเป็นเหมือนกัน .. (มาปิดไวอะไรวันนี้วะ โอ้โหย จะร้องไห้)

ก็เลยรีบนำใบเซียมซีเข้าไปไว้ในโบสถ์ รีบกราบพระอย่างรวดเร็วเพราะวัดจะปิดแล้ว หลังจากนั้น พวกเราก็ได้แต่เดินคอตกมึนๆงงๆ ออกมาจากวัดผ่านทางประตูหน้าวัดฝั่งติดริมแม่น้ำ

ตอนนี้พวกเราอยู่นอกวัด โทรเรียกตุ๊กตุ๊กให้มารับเรากลับหอ อยู่ดีดีผมก็รู้สึกขนลุก ผมจึงได้เอาหลังพิงกำแพงวัดไว้ให้อุ่นใจ ระหว่างรอรถตุ๊กตุ๊ก แต่เมื่อผมหันไปมองเพื่อน สิ่งที่เห็นคือแผ่นหลังของพวกเราทุกคนพิงกำแพงวัดไว้ ผมคิดว่าเพื่อนๆก็คงคิดเหมือนผมคือให้อุ่นใจ อย่างน้อยก็ยังเอาหลังพิงกำแพงวัดไว้ ด้วยคำพูดของแม่รุ่นน้องคนนั้นที่ว่า "เขารออยู่ข้างนอกนะ..."

"เขานั่นใคร" ผมเกิดความสงสัยและเฝ้าถามในความคิดตัวเอง... ผ่านไปหลายนาที จนรถตุ๊กตุ๊กมาจอดตรงหน้าเรา พวกเราก็ขึ้นไปนั่งบนรถ ทุกอย่างในรถเงียบกริบ ไม่มีใครคุยกันแม้แต่นิดเดียว ได้แต่เพียงมองหน้ากัน บ้างก็ก้มหน้า จนรถเคลื่อนตัวออก ความสงสัยก็เกิดขึ้นในหัวผม เขานั่นใครที่รอยอยู่ด้านนอก แล้วเสียงใครกันที่บอกว่าให้พวกเราเข้าหลังวัด และทำไมต้องให้เราเข้าหลังวัดด้วยหล่ะ...

หลังจากออกจากวัดมา พวกเราก็เริ่มพูดคุยกัน "เห้ย ปัตติเห็นอะไรวะ"

ปัตติมันก็เล่าให้ฟังว่า ในขณะที่เดินเข้าทางหลังวัดใหญ่นั้น มันมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ที่ผมได้เล่าไว้ข้างต้น มันบอกว่ามันเห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่บนต้นไม้กวักมือเรียกมัน มันกลัวมาก เลยรีบเดิน พวกผมก็เลยถามว่า "แล้วไปทำอะไรแผงๆ หรือไปลบหลู่อะไรใครไว้ป่าวหล่ะ" 

มันก็บอกว่า "ไม่นะ ที่กูจำได้ กูออกไปโหนบาร์แล้วกูก็เจอเขากวักมือเรียก" 

พวกเราก็พูดคุยกันไปเรื่อย พอรู้ตัวอีกทีรถตุ๊กตุ๊กก็เข้ามาภายในโรงเรียนของเราแล้ว แล้วทุกเสียงคุยก็เงียบลงอีกครั้ง เมื่อรถตุ๊กตุ๊กขับผ่านต้นไทรต้นนั้น ทุกคนก้มหน้ามองเท้าของตัวเอง แทบหยุดหายใจ พอรถตุกตุ๊กผ่านต้นไทรนั้นแล้วเลี้ยวเข้าหอ เสียงหายใจออกก็ดังไปทั่วรถ เป็นอาการที่แสดงที่ความโล่งอกอย่างที่สุด

พอพวกเรามาถึงหอ พอพี่เฟียตเห็นพวกเรามา ก็ได้นำพระมาให้พวกเราคนละองค์ แล้วก็บอกว่า "พี่พาคนมาทำพิธีให้ละนะ" จากนั้นพวกเราก็ลาพี่เขาแล้วก็เดินคุยกันขึ้นมาบนห้อง

ปัตติมันก็บอกว่า "เออ เมื่อกลางวันหน่ะมีคนมาทำพิธี เขาปักธงแดงไว้ที่เตียงไอ้นัทชินเพื่อสะกดวิญญาณละ"

เมื่อเราถึงห้อง เราก็ต้องตกใจอีกครั้ง เมื่อเตียงของไอ้นัทชินว่างเปล่า ไม่มีธงแดงอย่างที่ปัตติบอก  พวกผมก็มองหน้ากัน แต่ก็รู้ๆกัน จึงไม่ได้พูดอะไร

หลังจากนั้นไม่นานก็ชวนกันไปอาบน้ำ เห็นนัทชินเดินสวนเข้ามา มันเพิ่งอาบน้ำเสร็จ (อธิบายก่อนนะครับว่านัทชินไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับพวกเรา แค่มันเป็นเมทกับเพื่อนผมอีก3คน แต่คืนที่ปัตติเจอนั้น มันอยู่ในเหตุการณ์ด้วย แต่เหตุการณ์อื่นมันไม่ได้ไป)

ไอ้เต๋าเพื่อนผมก็ได้ถามไอ้นัทชินว่า "เห้ย ไม่กลัวหรอวะ?" ไอ้นัทชินก็ทำหน้านิ่ง แล้วเดินไปเอามือดึงลิ้นชักโต๊ะอ่านหนังสือให้พวกเราดู พวกเราก็ดู ข้างในประกอบไปด้วยพระดังๆมากมาย แล้วมันก็แสยะยิ้มพลางเขิน ทำเอาพวกเรานี่ขำกลิ้งเสียงดัง (เพราะนึกว่ามันไม่กลัวเรื่องแบบนี้) ช่วยลดความกลัวลงไปได้บ้าง

หลังจากนั้นระหว่างที่ทุกคนกำลังเตรียมเครื่องอาบน้ำ เพื่อนๆทุกคนก็หันไปเห็นปัตติกำลังทำอะไรบางอย่าง... สิ่งที่มันกำลังทำคือ มันกำลังถอดสายสิญจน์ออกจากข้อมือทั้งสองข้าง(ด้ายแดงด้ายเหลือง) .. ทำเอาผมนี่เกิดความสงสัย เลยถามว่า

"ถอดทำไมวะ"

มันบอก "เดี๋ยวเปียก" ผมก็ได้แค่มึนงงกับคำพูดของมัน

จากนั้นทุกคนก็เดินลงไปอาบน้ำ ก็เกาะบ่าเรียงแถวกันไป ไม่มีใครแยกจากกลุ่ม มีปัตตินำทีม ตามด้วย ไอ้นัดสิน เบส เต๋า แล้วก็ผมปิดท้าย ตอนนั้นพวกผมกลายเป็นคนขี้ระแวงกันไปเลย ได้ยินเสียงอะไรนิดหน่อยเป็นต้องตกใจไปหมด ห้องน้ำที่พวกผมเข้าไปอาบ เป็นห้องน้ำเป็นห้องๆ มี 2 ฝั่งหันหน้าเข้าหากัน พวกเราอาบน้ำห้องติดๆตรงข้ามกัน แล้วก็เปิดประตูจ้องหน้ากัน (ประหนึ่งว่า อาบรอกูด้วย อย่าอาบเร็ว อย่าเสร็จก่อนกู ใครวิ่งก่อนกูวิ่งตาม อย่านะ อย่าวิ่งนะ)

พวกเราก็คุยกันเสียงดัง ว่าอย่ารีบอาบ รอกันด้วยอะไรประมาณนี้ แต่ปัตติกลับอาบเงียบๆ... พออาบเสร็จก็เกาะๆ กันขึ้นมาบนห้องเหมือนเดิม หลังจากอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ พวกเราก็มารวมตัวกันบนเตียงที่เราเลื่อนมาติดกัน ไม่มีใครไปยุ่งเตียงไอ้นัทชินเลย รวมถึงไอ้นัดชินด้วย มันย้ายไปนอนห้องอื่น พวกเราก็หยิบพระมากำไว้ทุกคนแล้วนอนหลับไป

ผู้สนับสนุน

พอวันรุ่งขึ้นพวกผมก็ไปเรียนปกติ ปัตติมันก็ไปหาพระอาจารย์กับแม่ของรุ่นน้องคนนั้น พอมันกลับมา มันก็เล่าให้ฟังว่า ..

หลังจากที่ปัตติกลับจากไปหาพระอาจารย์ มันก็มีสีหน้าที่ดีขึ้น แล้วมันก็เล่าให้ฟังว่า

"พระบอกว่ากู ผู้หญิงคนนั้นหน่ะ เขาเป็นคนรักจากชาติที่แล้ว จะตามให้ไปอยู่ด้วย ไปสํญญาอะไรไว้หล่ะ แล้วที่เขามาตอนนี้ เพราะกูจิตตกด้วยไง แต่ยังดีที่เขาเอาชีวิตไปไม่ได้ เพราะมีคนมาช่วยไว้ อนาคตเอ็งจะได้เป็นลูกหลานเสด็จเตี่ย แล้วพระถอดด้ายเหลืองด้ายแดงให้ละ"

เรื่องราวก็ค่อยๆ ดีขึ้น ปัตติและพวกเราก็พากันไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ดวงวิญญาณนั้น แต่คำถามที่ยังค้างคาใจผมมีหลายคำถามมากมาย ที่ยังหาคำตอบไม่ได้หลายเรื่อง เพราะส่วนตัวผมไม่ใช่คนที่กลัวอะไรไม่มีเหตุผล หรือ งมงาย

แต่ทำไมปัตติถึงต้องไปโหนแป้นบาสสนาม 2 ฝั่งที่ทำให้เห็นต้นไทรด้วย ทั้งที่สนามบาส 1 ใกล้หอกว่า แล้วถ้าโหนแป้นบาสสนามบาส1 จะมีกำแพง (ขีดขาวๆ) ที่ไว้สำหรับซ้อมตีวอลเลย์ ก็จะทำให้ไม่เห็นต้นไทรนั้น ทำไมถึงมาโหนสนามบาสนี้

แล้วทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงตามปัตติเข้ามาได้ถึงในหอ หอพักไม่มีศาลหรือยังไง ก็ได้ทราบภายหลังว่า โรงเรียนเคยมี แต่รื้อออกไปสร้างอาศัยต่างๆ ทำให้ ผีวิญญาณตามความเชื่อ สามารถไปไหนก็ได้ในบริเวณโรงเรียนของเรา (เรื่องราวผีในโรงเรียนมีคนเล่าต่อมาเยอะ เพราะเป็นสถานที่สนามรบเก่า)

ตอนแรกผมนึกว่า ปัตติไปทำอะไรต้นไทร ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงอยู่ที่ต้นไทร แต่เหตุการณ์มันไม่ได้เกี่ยวกับวิญญาณที่ต้นไทร (ซึ่งก็มีเรื่องเล่า) วิญญาณไม่ได้เกี่ยวกับผีชุดแดงหอใน (ซึ่งตอนแรกผมนึกว่าเป็นวิญญาณนี้ซึ่งเล่าสืบต่อกันมาหลายรุ่น)

ทำไมผ่านต้นไทรแล้วถึงไม่มีสัญญาณ หรือว่าวิญญาณต้นไทร ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิญญาณคนรักของปัตติในอดีตชาติ เพราะช่วงนั้นัตติดวงตกเลยทำให้รับรู้อะไรได้ง่าย

แล้วเสียงใครที่บอกว่า ให้เข้าหลังวัด ซึ่งเป็นเสียงที่น่ากลัว มากๆ ดังๆ ทุ้มๆ แห่บๆ แห้งๆ อธิบายไม่ถูก ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าเพื่อนในกลุ่ม แต่พอเข้าวัดไปแล้วเห็นว่าเหมือนวัดจะปิด เลยถามว่า เมื่อกี้ใครพูดให้เข้าหลังวัดวะ ทุกคนก็ปฏิเสธหมด (อาจเป็นเพราะกลัวโดนด่า) แต่เพื่อนๆก็ยืนยันกันว่าไม่มีใครพูด แต่ได้ยินเหมือนกัน เหมือนกับว่าจะไม่ให้ปัตติเอาเซียมซีไปคืน เพราะถ้าเราเข้าหน้าวัดตั้งแต่แรก เราจะไม่คิดว่าว่าวัดปิด เราจะได้รีบเอาใบไปคืนแล้วรีบกลับ

คำถามเรื่องสัญญาณกันขโมยรถที่ดัง ในทางวิทยาศาสตร์อาจมีคำตอบ ซึ่งผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น พวกเราแยกกันเดิน มีกลุ่มนำ มีปัตติ มีกลุ่มผมและเพื่อนอีกคน มี 3 ช่วงการเดิน เดินห่างๆ กัน แต่สัญญาณดังเฉพาะตอนที่ปัตติเดินผ่านเท่านั้น คนอื่นผ่านก็เงียบปกติ

ช่วงนั้นปัตติจะเป็นคนที่เหมือนกับว่าเห็นอะไรไปหมด มันจะมองไปที่ต้นไม้ มองไปที่หลังคาบ้าน มองไปที่มืด เหมือนกับว่ามันเห็น มันรับรู้อะไรบางอย่างได้ ซึ่งมันเป็นเฉพาะช่วงนั้น

คำถามได้เหลืองด้ายแดง ทำไมพวกผมถึงไม่เห็นด้ายเหลืองได้แดงเลย ทำไมปัตติถึงเห็นคนเดียว

ผมว่าน่าจะเป็นในช่วงที่จิตใจของปัตติอ่อนแอมาก ทำให้เขารับรู้ในสิ่งที่คนปกติไม่รับรู้อ่านหลอน pheex3.com หรือในทางจิตวิทยาอาจกล่าวได้ว่าอยู่ในช่วงการปฏิเสธความจริงทำให้สมองสร้างภาพเสมือนจริงขึ้นมาว่ามีสิ่งเข้ามาปกป้องคุ้มครองตัวเอง เมื่อพระบอกว่า ผูกด้ายให้แล้ว สมองก็สร้างภาพขึ้นมาว่ามีด้ายอยู่นะ หรือบางทีด้ายนั้นอาจจะมีจริงๆ อาจเป็นด้ายละเอียดตามความเชื่อ ซึ่งพวกผมอาจจะไม่มีบุญพอ หรืออาจจะไม่จิตตกจึงทำให้มองไม่เห็น

เรื่องที่ปัตติเห็นผู้ชายตัวทองมันช่วย ซึ่งมันสัมพันธ์กับเข็มโรงเรียน ปัตติไม่มีทางรู้ได้เลย เพราะมันหลับตาตลอด พวกเราแค่เอาไปวางไว้ใกล้ๆ ตัวมัน

เรื่องลมที่พัดตอนปัตติเข้าวัด เพราะช่วงนั้นไม่ใช่หน้าฝน แล้วตอนแรกลมก็สงบดี เรื่องที่วัดใหญ่ปิดก่อนเวลา...

ผมอาจจะเล่าไม่สนุก ใช้คำพูด เรียบเรียงเรื่องไม่เก่ง แต่ว่าสิ่งที่ผมเจอมา ผมเล่าจากใจ ถ้าเป็นอย่างที่พระบอกเรื่องสัญญา ถ้าได้อ่านแล้วก็อย่าไปสัญญาอะไรใครมั่วๆเลยครับ จริงๆผมก็คิดเหมือนกันว่า ชาติแล้วสัญญาไว้ ชาตินี้เกิดมาใหม่ ไม่ได้รู้เรื่องอิโหน่อิเหน่อะไรเลย ทำไมจะต้องมาเอาชีวิตไปด้วย

ปล. ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นในเวลาที่พอเหมาพอเจาะ หรือ บางทีอาจมีอะไรที่เรามองไม่เห็นดลใจให้เกิดขึ้นก็เป็นได้ เรื่องหน้าวัดหลังวัดใครจะเข้าใจยังไงก็แล้วแต่ แต่พวกผมกับคุณลุงรถตุ๊กตุ๊กเข้าใจตรงกัน


อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน
เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ ไม่ปกติหว่ะเพื่อน .. ของคุณ สมาชิกหมายเลข 1709215

ไม่ปกติหว่ะเพื่อน.. ไม่ปกติหว่ะเพื่อน.. Reviewed by Nobibi on สิงหาคม 14, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.