ไสยดำ

เรื่องเล่าไสยดำ

อ่านเรื่องผี
อ่านเรื่องหลอน ไสยดำ

เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับเราเมื่อราวๆ  3 ปีก่อน ออกตัวก่อนนะคะว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีผีออกมาให้เห็นเป็นตัวเป็นตน แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ และช่องทางที่ทำให้มิจฉาชีพ (หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ) ใช้เป็นช่องทางในการหากินได้

เริ่มเรื่องนะคะ เราเป็นคนจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ต้องย้ายตามสามีมาอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ช่วงก่อนจะย้ายเราก็ไปๆ มาๆ ระหว่างแปดริ้วกับขอนแก่นปีละประมาณ 2-3 ครั้ง บ้านที่ขอนแก่นเป็นบ้านสามีซึ่งปลูกใหม่

พ่อแม่สามีปลูกบ้านใหม่โดยใช้ต้นไม้ที่ปลูกจากไร่ของตนเอง ปลูกมาประมาณเกือบ 20 ปีจึงตัดมาสร้างบ้าน ต้นไม้ที่ตัดมาก็มีไม้เต็ง ไม้รัง ตะเคียนหิน (ไม่ค่อยรู้จักชื่อไม้นะคะ เห็นพ่อสามีอธิบายแบบนี้น่ะค่ะ) ไม้แต่ละต้นใหญ่มาก พ่อสามีจึงเลื่อยเป็นแผ่นยาวๆ จำนวนไม้มีมากถึงขนาดสร้างเรือนไทยภาคอีสานได้ 1 หลังและยังสร้างครัวไฟ และเรือนไม้หลังย่อมๆ ไว้สำหรับเก็บของได้อีกค่ะ

ระหว่างการก่อสร้างเราก็ไปๆ มาๆ เพราะจะขึ้นไปดูเรื่องโรงเรียนของลูก และดูเรื่องการทำกิจการไปด้วยค่ะ พ่อแม่สามีตกลงสร้างบ้านปูนอีก 1 หลังในพื้นที่เดียวกัน เพราะกลัวว่าครอบครัวของเราจะอยู่ที่เรือนไทยอีสานได้ลำบาก อาจจะคับแคบไปสำหรับอีก 4 คน บ้านตึกจึงถูกสร้างข้างๆ กันอีก 1 หลัง

เรื่องแปลกๆ เริ่มเกิดกับเราค่ะ เราเริ่มสังเกตตัวเองว่าทุกครั้งที่ไปบ้านที่ขอนแก่น เราจะไม่สบาย ปวดหัว ตัวร้อน ทำอะไรไม่ไหวต้องนอนพักอย่างเดียว ในฐานที่เราเป็นลูกสะใภ้เราก็ไม่อยากให้ครอบครัวสามีมาว่าได้ว่า ป่วยบ่อย ร่างกายไม่แข็งแรง แต่พ่อแม่สามีก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ เพราะคิดว่าเราตัวผอมๆ ก็คงจะอ่อนแอขี้โรคนั่นแหละ แต่เรารู้สึกว่ามันแปลกไปจริงๆ


ผู้สนับสนุน

และมีอยู่วันหนึ่งเป็นวันอาทิตย์ เรากับสามีไปดูบ้านตึกที่ก่อสร้างยังไม่เสร็จ ก่อสร้างไปแล้วประมาณ 70% ค่ะ เหลือฉาบปูน เดินไฟเดินน้ำ เก็บรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม เรากับสามีก็เดินขึ้นไปบนชั้น 2 ของตัวบ้าน ไม่เจอคนงานก่อสร้างนะคะ อาจเป็นช่วงเที่ยง คนงานจะไปนอนพักผ่อนกันน่ะค่ะ

เราก็เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ทีนี้เรากำลังคุยกับสามีเรื่องบ้านมีห้องพระหรือเปล่า แล้วอยู่ตรงไหน สามีก็พาเดินไปด้านหลังของบ้าน เป็นห้องเล็กๆ บอกว่าตรงนี้แหละ จังหวะนั้นเราได้ยินเสียงกระแป๋งน้ำตกพื้นค่ะ อยู่ชั้นล่าง และก็ตามมาด้วยเสียงเคาะราวบันไดอลูมิเนียม

เราก็มองหน้าสามี สามีก็มองหน้าเรา คือกำลังพูดติดพันกันอยู่ เสียงมันดังมากเคาะหลายครั้งน่ะค่ะ เลยคุยกันไม่ค่อยได้ยินก็เลยหยุดพูดก่อน พอเสียงเงียบเราก็คุยกันใหม่ ระหว่างคุยกันก็ได้ยินเสียงคนทำงานอยู่ด้านล่างนะคะ เราก็คิดว่าคนงานคงเข้ามาทำงานแล้วล่ะ พอลงมาด้านล่างสามีก็พากลับบ้านค่ะ บ้านอีกหลังอยู่ในเมือง

พอมาถึงบ้านสามีก็ถามว่าตอนอยู่ในบ้านได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า เราก็บอกว่าได้ยินสิ สามีก็ถามว่าอะไร เราก็บอกว่าเสียงกระแป๋งตก เสียงเคาะบันได สามีก็ถามว่าใครทำ เราก็ว่าก็คนงานไง สามีก็ว่า.. คนงานมีที่ไหน วันนี้วันอาทิตย์คนงานหยุด เราก็เลยนึกไปถึงว่าตอนที่เข้าบ้านสามีไขกุญแจรั้วเข้าไปนี่หว่า ไม่มีคนอยู่จริงๆ แล้วตอนที่เราลงมาชั้นล่างก็ไม่มีใครเลยแต่เราก็ไม่ได้คิดอ่ะ แต่พอสามีพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มคิดแล้วล่ะ ก็เลยบอกกับสามีว่า สงสัยเจ้าที่ท่านคงอยากให้รู้ว่าท่านอยู่ด้วยมั้ง จากนั้นเราก็กลับมาแปดริ้วค่ะ

แต่เราน่ะยังไม่ค่อยสบายใจเท่าไร เพราะการย้ายครอบครัวครั้งนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ คือเราต้องย้ายไปอยู่จังหวัดอื่นที่ไม่คุ้นเคย ไม่ใช่บ้านเราด้วย อะไรแปลกๆ ใหม่ๆ จะเข้ามา เราก็เริ่มกลัวนะ กลัวการเริ่มต้น และเราเป็นคนภาคกลางบ้านเรามีศาลพระภูมิ ศาลเจ้าที่ แต่ทางบ้านสามีไม่ค่อยเชื่อถือเรื่องนี้ แค่มีหิ้งพระก็พอแล้ว

เราก็คิดว่าปลูกบ้านใหม่ทั้งทีทำไมไม่ตั้งศาลให้เป็นเรื่องเป็นราวไป คือเราค่อนข้างคิดเยอะ เพราะต้องย้ายมาอยู่ที่นี่ตลอดไป เราก็อยากทำอะไรที่มันเหมาะมันควร บวกกับเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่เราไม่สบายทุกครั้งที่ไปบ้านสามี เรื่องเสียงเคาะประตู และก็เหตุการณ์ที่แม่สามีเจอในบ้านตัวเองบ่อยๆ เช่น คนแก่มาทักให้นอนให้เรียบร้อย (กรณีนอนแล้วผ้าถุงเปิดน่ะค่ะ) หรือน้าสาวฝันว่ามีคนแก่นุ่งขาวห่มขาวเข้าไปในบ้านสามีเยอะมาก

ทีนี้เรามีเพื่อนที่มีเซ้นท์น่ะค่ะ เราเลยถามเพื่อนว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเราหรือเปล่า ทำไมเราไม่สบายทุกครั้งที่ไปบ้านสามี แต่ก่อนไม่เคยเป็นตอนบ้านหลังเก่า มาเป็นตอนสร้างบ้านใหม่นี่แหละ เพื่อนบอกว่าที่บ้านสามีมีนางไม้เยอะมากๆ และท่านเหล่านั้นก็แค่มาดูเราเท่านั้นแหละ ไม่ได้จะมาทำร้ายอะไรหรอก แค่อยากมาดูมาใกล้ แต่ความที่เราเป็นมนุษย์ แต่ท่านเหล่านั้นเป็นพลังงานเราก็เลยจะไม่สบายบ่อย แต่ไม่มีอะไรน่าห่วง

ระหว่างที่รอลูกปิดเทอมเพื่อย้ายมาเรียนเทอมใหม่ พี่สาวพาเราไปหาหมอดูที่ระยอง หมอดูท่านนี้เราเคยดูกับท่านแล้วครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเราหกล้มหัวฟาดพื้นที่โรงงาน และไม่กี่วันต่อมาสามีก็ตัดต้นไม้ที่บ้านแล้วสันมีดหักมีดตกลงมาโดนจมูกต้องไปเย็บหลายเข็ม พี่สาวก็เลยพาไปดู หมอดูท่านนี้เป็นแบบ ‘เจน ญาณทิพย์’ นะคะ ท่านมีสัมผัสมาตั้งแต่เกิด แต่สัมผัสมาหายไปตอนที่ท่านแต่งงานมีครอบครัว และเมื่อท่านแก่ตัวท่านเข้าวัดฟังธรรมมากขึ้น สัมผัสก็กลับมาอีกครั้งค่ะ ครั้งแรกที่ไปท่านทายทักที่สามีเราหลายอย่าง สรุปคือสามีกลับมาบวชค่ะ แล้วก็เปลี่ยนจากคนที่ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญมาเชื่อ ทุกวันนี้เขาสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน และนั่งสมาธิในวันพระค่ะ

ครั้งที่ 2 ที่พี่สาวพาไป คือจะปรึกษาเรื่องการทำกิจการที่เราจะมาทำที่ขอนแก่น หมอดูท่านว่าทำได้ดีแล้วเหมาะกับสามีเรา ทำแล้วจะเจริญรุ่งเรือง แต่ให้ระวังเรื่องผู้หญิงจะมีผู้หญิงมารุมล้อมสามีมากมายจะทำให้ครอบครัวอาจมีปัญหา หมอดูถามสามีเราว่ามีเมียน้อยหรือกิ๊กหรือเปล่า สามีก็ปฏิเสธว่าไม่มีนะ ท่านเลยดูต่อว่าเป็นนางไม้ที่บ้านใหม่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มาทำร้ายอะไร เราเลยถามว่าเราจะตั้งศาลดีมั้ย ท่านก็ตอบว่าตั้งก็ได้ไม่ตั้งก็ได้ ไม่เป็นไร แล้วแต่ความสบายใจของเรา

เรากับสามีก็ปรึกษากันว่าจะตั้งศาลนะ เพราะเราก็อยากมีวิถีเหมือนตอนที่อยู่แปดริ้วน่ะ คือ ต้องไหว้ศาลวันพระ และเราก็อุ่นใจด้วยที่พวกท่านเหล่านั้นมีที่อยู่

ระหว่างที่รอบ้านเสร็จและรอโรงเรียนลูกเปิดเทอมใหม่ เราก็ไปๆ มาๆ ระหว่างขอนแก่นกับแปดริ้วค่ะ

มีการหาข้อมูลเรื่องหมอตั้งศาลพระภูมิไปด้วย ที่บ้านเราที่แปดริ้วใช้หมอตั้งศาลแถวบ้าน ท่านเป็นคุณตาแก่ๆ ที่รับตั้งศาลมานานแล้ว และท่านไม่ค่อยสบายเป็นมะเร็ง การเดินทางไกลจึงลำบากน่ะค่ะ เราก็เลยต้องหาที่ใหม่ แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร คิดว่าเดี๋ยวก็คงหาได้เอง

ทีนี้ลูกค้าเรามาเล่าให้ฟังว่า เขาเป็นครอบครัวคนจีน ที่บ้านตั้งศาลเจ้าจีนในบ้าน แต่อาม่าเป็นคนตั้งเอง ทำพิธีเอง แบบนึกอยากตั้งก็ตั้งเลยไม่มีใครมาดูให้ทั้งนั้น ซื้อของมาแล้วก็กำหนดจุด ตั้งเองเชิญเจ้าเองเรียบร้อย

แต่ตั้งแต่ตั้งศาลใหม่ กิจการก็ไม่ดี อาม่าก็ป่วยกระเสาะกระแสะ พอดีหัวหน้าเขาแนะนำพระท่านหนึ่งที่สามารถตั้งศาลพระภูมิ ตั้งศาลเจ้าจีนได้ ลูกค้าก็เลยให้ไปดูที่บ้านให้หน่อย สรุปคือมีหลายอย่างที่ผิดที่ผิดทาง เพราะท่านเลยตั้งให้ใหม่ ศาลเก่าใช้ไม่ได้ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด หมดค่าใช้จ่ายไปประมาณ 7 พัน และตั้งแต่ทำศาลใหม่กิจการก็เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น คนป่วยก็หาย เราก็เลยคุยกับลูกค้าว่า เราจะหาคนไปทำศาลพระภูมิที่บ้านเหมือนกัน ลูกค้าก็เลยว่าเดี๋ยวจะแนะนำให้

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ลูกค้าท่านนั้นกับหัวหน้าของเขาซึ่งเราก็รู้จักดี ติดต่องานกันมาเป็น 10 ปีแล้ว ก็มาหาเราที่โรงงาน มาเพื่อคุยเรื่องนี้โดยเฉพาะ บุคลิกลูกค้าคือ เป็นคนสุภาพ มีน้ำใจ ซึ่งการร่วมงานกันตลอด 10 ปีนี้ ถือว่าดีที่สุด พึ่งพาอาศัยช่วยเหลือกันในด้านงานทุกอย่าง เป็นลูกค้าที่ต้องยกไว้เบอร์ 1 เลยค่ะ

ลูกค้าท่านนี้สมมติว่าชื่อพี่ตรีนะคะ พี่ตรีแนะนำว่ามีพระอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นรองเจ้าอาวาสอยู่วัดหนึ่งในชลบุรี ท่านเก่งเรื่องคาถาอาคมและเรื่องการตั้งศาล ท่านมีลูกค้ามากมายทั่วประเทศ พวกเศรษฐีให้ท่านทำพิธีให้ทั้งนั้น ถึงขนาดที่คนไทยที่ไปเปิดร้านอาหารไทยที่เมืองนอก ยังส่งตั๋วเครื่องบินให้ท่านบินไปตั้งศาลให้

นาทีนั้นที่เราได้ฟัง เราเชื่อนะว่าท่านทำได้จริง แต่หากเป็นพระอาจารย์ระดับนี้เราคงไม่มีเงินหรอก ค่าตั้งศาลคงจะแพงมากๆ เพราะขนาดศาลพระภูมิเจ้าที่ที่บ้านเรา กว่าจะตั้งเสร็จหมดเงินประมาณ 2 หมื่น และหากต้องเดินทาง รวมทั้งค่าใช้จ่ายอีกหลายอย่างเราคงไม่มีเงินหรอก

วันต่อมาพี่ตรีก็มาหาที่โรงงานอีกค่ะ แต่ทีนี้พาพระท่านมาด้วย พระท่านมาเจอกับเจ้านายของเราพอดี ก็เข้าไปคุยกันข้างใน ท่านก็คุยทำนองว่า เจ้านายของเราเป็นคนมีดีหลายอย่างนะ (เจ้านายเราชอบสะสมพระเครื่องค่ะ จบมาช่างกลปทุมวัน คงมีดีพอตัวล่ะ ๕๕๕) เจ้านายเป็นคนดีค่ะ ท่านจะสร้างพระพุทธรูปไว้ทางเข้าโรงงาน บรรจุพระบรมสาริกธาตุไว้ที่พระเศียร ให้คนงานได้กราบไหว้พระทุกวัน ที่โรงงานมีศาลตายาย ศาลพระวิษณุ ศาลพระพิฆเนศ ศาลอาจารย์หมอชีวกฯ

พระท่านก็คุยกับเจ้านายแล้วบอกว่าเจ้านายต้องทำศาลให้นางไม้อยู่ด้วยนะ ที่โรงงานมีนางไม้ด้วย ก่อนหน้านั้นเจ้านายเชิฐพราหมณ์มาทำพิธีตั้งศาลที่โรงงานค่ะ แล้วคนงานก็ถูกผีเข้ากลางพิธีเลย เขาบอกว่าเป็นผู้หญิง ซึ่งมาพร้องกับสิ่งที่พระบอกว่ามีนางไม้พอดี

เจ้านายก็เลยว่าหลวงพ่อแนะนำหน่อยต้องทำยังไง พระท่านก็ว่าเดี๋ยวตามไปเอารูปปั้นนางไม้กับท่านที่วัด ท่านจะจัดให้ แล้วให้เจ้านายเอามาเปลี่ยนของที่พราหมณ์ทำไว้ออก เจ้านายก็เลยให้เราขับรถตามพระไปที่วัดค่ะ เจ้านายบอกว่าเราจะได้ไปดูว่าวัดท่านอยู่ที่ไหน เวลาติดต่อจะได้ไปถูก เราก็ตามพระไปที่วัดค่ะ

วัดท่านก็ไกลจากโรงงานเราไปพอสมควรนะคะ เข้าไปลึกอยู่เหมือนกัน แต่เป็นวัดใหญ่ ร่มรื่น ที่กุฏิของท่านมีญาติโยมมารอกันมากมายค่ะ ด้านในกุฏิเต็มไปด้วยรูปปั้นที่อยู่ในศาลน่ะค่ะ เยอะมากๆ ท่านคงรับตั้งศาลเป็นกิจจะ เราสังเกตได้ว่าคนที่มาจะมีอาการเหมือนของเข้า คือ ถ้ากุมารเข้าก็จะพูดเป็นเด็ก มีมาหลากหลายอย่างค่ะ และระหว่างที่นั่งรอท่านจัดของให้อยู่นั้น ก็มีรถปิ๊กอัพคันหนึ่งเข้ามาจอดหน้ากุฏิ คนขับหน้าตาตื่นมากให้หลวงพ่อช่วยด้วย

พระท่านก็ถามว่าจะให้ช่วยอะไร คนขับเขาก็บอกว่า ทำมาค้าขายไม่ขึ้นเลย เพื่อนบอกให้มาที่นี่ พระท่านก็บอกว่าไม่ช่วยหรอก เธอเอาอะไรเข้ามาในวัดเรา คนขับก็บอกว่าไม่ได้เอาอะไรมา พระท่านก็ว่าไม่ได้เอามาได้ไง ก็นี่น่ะเขามายืนฟ้องอยู่ว่ารับเขามาแล้วทิ้งขว้าง ‘เขา’ ที่หลวงพ่อหมายถึงก็คือ ผีผู้หญิงค่ะ

คนขับก็ยังเถียงว่าไม่มี ไม่ได้เอาอะไรมา หลวงพ่อเลยบอกว่าให้ไปเปิดลิ้นชักหน้ารถดู จะมีสีผึ้งอยู่ตลับหนึ่งเธอไปเอาจากที่ไหนมา ที่นั่นเขามีตัวตามมาด้วย พี่คนขับก็เลยยอมรับค่ะว่ามีจริงๆ ไปบูชาสีผึ้งมาจากตำหนักเทพ เอามาให้ทำมาค้าขึ้นน่ะค่ะ พระท่านก็ไล่พี่คนนั้นให้กลับไป บอกว่าช่วยไม่ได้หรอก ให้เอาของไปคืนก่อน เขาจะไม่ทำพิธีทับกัน

พอพี่คนขับคนนั้นไปแล้ว พระท่านก็บ่นว่า ไปรับของมามั่วซั่ว ดีไม่ดีไม่รู้ แก้ให้ไม่ได้หรอกต้องเอาไปคืนหรือไม่ก็เอาไปฝากไว้ที่อื่นก่อน ไม่อย่างนั้นท่านก็ทำให้ไม่ได้

ระหว่างนั้นก็มีญาติโยมมากันตลอดนะคะ มาเรื่องทำมาค้าขาย เรื่องผีเข้า ป่วยไม่หายสักที หลายอาการค่ะ พระท่านก็จัดของให้เราต่อไป มีของเยอะมาก ทั้งรูปปั้นนางไม้ นางละคร ตายาย ต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทอง บายศรีปากชาม เต็มตะกร้าเลยค่ะ ท่านก็บอกเราว่าให้ทำยังไงบ้าง จดคาถามาให้ ไปถึงให้เจ้านายว่าคาถาตามนี้ที่ศาลตายาย แล้วเอาน้ำมนตร์ที่ท่านให้พรมให้ทั่วศาล จากนั้นก็เอาตายายเดิมออก เอาของใหม่เข้า เอานางไม้วางทางนี้ นางละครอยู่ตรงนี้ แล้วก็ให้เอาตายายเดิมไปไว้วัด เราก็รับฟังมาแบบงงๆ

และบ้านของเราที่ขอนแก่น พระท่านดูให้แล้ว นั่งกำหนดจิต ต้องตั้งศาลพระพรหม กับ เจ้าที่ เพราะตรงนั้นผีเยอะมาก เคยเป็นที่อยู่ของคนโบราณมาก่อน เป็นเจ้าเมือง ตรงนั้นจึงมีคนอยู่เยอะมาก และตอนนี้บ้านที่สร้างอยู่นั้นประตูรั้วด้านหลังของบ้านไปทับที่ของเขา ให้ระวังคนในบ้านจะปวดขา ซึ่งมันตรงกับที่พ่อสามี และลูกชายเราปวดขาพร้อมๆ กันอย่างไม่มีสาเหตุ เขาอยู่กันเยอะ ถ้าตั้งเฉพาะศาลพระภูมิคงเอาไม่อยู่ ต้องตั้งพระพรหม

ก็กลับมาที่โรงงานค่ะ เย็นแล้ว เจ้านายไม่อยู่ อยู่แต่ภรรยา ภรรยาเจ้านายก็บอกว่าไม่กล้าทำหรอก ใครจะตั้งศาลเอาตายายออกเองได้ ต้องให้พระมาทำ หรือไม่ก็ต้องรอเจ้านายมาทำเอง ภรรยาเจ้านายก็โทรหาเจ้านาย เจ้านายบอกว่าให้เอาของมาไว้ในห้องทำงานเจ้านายค่ะ เอามาทั้งตะกร้าเลย แล้วก็เอาน้ำมนตร์ในห้องเจ้านายอ่ะ พรมของทั้งหมดนั้นให้ทั่ว แล้วไว้แบบนั้นแหล่ะ เดี๋ยวเจ้านายจัดการเอง

วันรุ่งขึ้นเจ้านายเอาของทั้งหมดไปไว้วัดค่ะ แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรเรา เราก็แบบเอ๋อๆ งงๆ นะ งานก็ยุ่งด้วยก็เลยลืมๆ ไปแล้ว

พี่ตรีก็โทรมาคุยว่า สรุปแล้วจะให้พระไปทำพิธีที่บ้านวันไหน ให้เราบอกจำนวนเงินที่มีว่าจะสามารถทำได้เท่าไหร่ พระอาจารย์จะได้ดูให้ว่าพอหรือเปล่า และพี่ตรีก็คุ้นเคยกับท่านดี เพราะมีช่วงหนึ่งภรรยาของพี่ตรีไม่สบายมาก เป็นโรคที่หมอรักษาไม่ได้ (ช่วงนั้นพี่ตรีลาออกจากงานที่บริษัทนี้ไปเกือบ 2 ปีค่ะ) พอภรรยาหายป่วยก็เลยกลับมาทำงานใหม่ ภรรยาพี่ตรีมีอาการเหมือนกับผีเข้าอ่านเรื่องผี ไสยดำ ได้ที่ pheex3 อันนี้พี่ตรีเล่านะคะ พาไปรักษาหลายที่ก็ไม่หาย ก็ได้เพื่อนแนะนำให้มาหาพระอาจารย์นี่แหละค่ะ ภรรยาก็เลยหาย กลับมาคุยรู้เรื่อง พี่ตรีก็เลยเลื่อมใสท่านมาก เพราะภรรยากลายเป็นศิษย์ก้นกุฏิไปเลย ก็คงเป็นเหมือนคนที่เราเจอที่กุฎิพระน่ะค่ะ

เราถามค่าใช้จ่ายคร่าวๆ พี่ตรีบอกว่าคงต้องเตรียมเงินไว้ประมาณ 1 แสน เราก็ว่าไม่มีหรอกเงินมันเยอะขนาดนั้น พี่ตรีก็ว่าไม่เป็นไร มีเท่าไหร่ก็บอกมา เราก็บอกไม่ได้หรอกค่ะ เพราะไม่รู้ว่าการตั้งศาลพระพรหมนั้นมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เราก็ไปหาข้อมูลในกูเกิลค่ะ ก็เป็นหลักแสนกันทั้งนั้นจริงๆ เพราะแค่ศาลก็อลังการณ์มากค่ะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ในเน็ตบอกก็คือ ศาลพระพรหม ไม่ตั้งในบ้านค่ะ จะตั้งบริเวณสี่แยกที่มีคนกราบไหว้เยอะๆ เท่านั้น หรือตั้งใจจุดที่มีอุบัติเหตุบ่อย หรือตั้งบริเวณห้างร้านบริษัท เพราะคนงานเยอะ

เราก็ถามพี่ตรี พี่ตรีก็ถามพระท่านให้ พระท่านบอกว่าเพราะที่บ้านเรามีดวงวิญญาณอยู่เยอะจำเป็นต้องตั้งศาลพระพรหม พระภูมิไม่ได้ ท่านยังยืนยันเหมือนเดิม เราก็เริ่มตกลงราคากันค่ะ พี่ตรีว่ามีเท่าไหร่พระอาจารย์ก็เอาเท่านั้นแหละ ถือว่าช่วยๆ กันไป เพราะท่านไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน เงินที่ได้มาจากคนอื่นท่านก็ทำบุญไป เราก็ว่ามีแค่ 7 หมื่น พระอาจารย์ก็ตกลงตามนั้น

ก็ดูฤกษ์และกำหนดวันตั้งศาลค่ะ ของทุกอย่างพระอาจารย์จะเตรียมมาเองทั้งหมด ให้เราเตรียมสถานที่ไว้อย่างเดียว พระอาจารย์กำหนดทิศในการตั้งศาล ไว้ด้านซ้ายมือของตัวบ้าน ถ้าหันหน้าออกนอกบ้านนะคะ ความสูง 90 เซนติเมตรหรือ เมตร 20 เราก็ไม่แน่ใจค่ะ จำไม่ได้ กว้างยาว 4 เมตร ทำบันไดขึ้น ท่านวาดเป็นแปลนมาให้ ให้เราทำตามนี้เลย เราก็ส่งรูปไปให้พ่อแม่สามีเตรียมทำฐานศาลเอาไว้

พ่อแม่สามีจ้างคนมาทำ ครั้งแรกช่างทำผิด แล้วทิ้งงานหนีไปเลย ฐานศาลแบะออก พ่อแม่ต้องไปจ้างช่างอีกทีมมาทำ สรุปแค่ทำฐานหมดไป 4 หมื่นค่ะ เพราะจ่ายค่าช่าง 2 รอบ ซื้อวัสดุ 2 รอบ ครั้งแรกช่างทำผิดต้องทุบออกทำใหม่

ก่อนจะถึงวันตั้งศาล เราก็ไปลางานค่ะ เจ้านายก็บอกว่าให้เราตัดสินใจดีๆ นะว่าจะตั้งศาลแน่หรือเปล่า เพราะพระอาจารย์ท่านนี้มีวิชาอาคมจริงและก็สายแข็งด้วย เจ้านายสัมผัสได้ ( เจ้านายญาณทิพย์ อิอิ..) แต่อยากให้เราตัดสินใจอีกที เราก็งงๆ แต่ก็เออ.. ตกลงวันกับเขาไปแล้วอ่ะ อิอิ..

ถึงวันตั้งศาลเราก็ออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ที่บ้านมี พ่อแม่สามี และพี่สาวสามีที่กลับมาจากกรุงเทพฯ ค่ะ มาร่วมตั้งศาลด้วย ประมาณตี 3 พระท่านก็มาถึง แล้วก็ทำพิธีกันเลย ท่านมารถบิ๊กอัพ 2 คน และก็รถพี่ตรีด้วยเป็น 3 คัน

เริ่มทำพิธี ก็เอาศาลพระพรหมลงมา (ใหญ่มาก) เรือนไทย สำหรับเจ้าที่ และก็ตุ๊กตานางรำ นางไม้ นางตะเคียน กุมาร ตายาย ศาลจีน (เอาไปตั้งที่ร้านเราที่ตัวเมือง ไหนๆ ทำแล้วก็ทำ 2 บ้านเลย)

ระหว่างตั้งศาล พี่สาวสามี (คิดว่าตัวเองมีองค์) ก็จะหาวตลอดเวลา และก็คุยกับกุมารที่พระอาจารย์เอามาน่ะค่ะ (อ๋อ... ชื่อจุกเหรอค่ะ อะไรแบบนี้ล่ะค่ะ) เราก็มองแบบ เฮ้อ! จะอะไรกันเนี้ย คือเราไม่เชื่ออะนะว่าพี่สาวสามีมีองค์ เราคิดว่าเขาคิดไปเอง เพราะขนาดเราชอบดูหมอ เราก็ยังดูแค่คนเดียว แต่พี่สามีดูทุกที่ที่เพื่อนบอกว่าดี แขก จีน อินเดีย ไทย เอาหมด ตำหนักไหนว่าดี พระไหนว่าแม่น พี่สาวไปหมดค่ะ รับเทวรูปต่างๆ มาบูชา เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลตามที่พระบอกทุกอย่าง เราเลยแบบไม่ค่อยพอใจนิดนึงแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ ก็ปล่อยไปชินแล้วอ่ะ

ทีนี้พระท่านก็ทำพิธีไปค่ะ ท่านว่าต้องให้ก่อนฟ้าสาง ระหว่างทำพิธีหมารอบๆ บ้าน หมาคนอื่นนะคะก็หอนเกลียวเลยค่ะ หอนรับกันเป็นสายๆ ปกติที่บ้านสามีเวลาวันพระ หมาก็จะหอนแบบนี้แหละค่ะ

พระท่านก็ว่าเขามากันแล้ว ระหว่างทำพิธีก็จะต้องเดินวนรอบศาล ต้องทำตามที่พระบอกอ่ะนะคะ ท่านสวดเร็วมาก แล้วก็สั่งให้พ่อแม่ เรา สามี และพี่สามีทำโน่นนี่ตามที่ท่านบอกเร็วๆ เร่งมากๆ คือจะต้องทันก่อนฟ้าสางน่ะค่ะ ทีนี้พี่สามีทำไม่ทันใจท่าน ท่านให้รวมดอกไม้ รวมธูป พี่สาวสามีทำช้า ท่านเลยมาหยิบจากในมือเลยค่ะ มือพระกับมือพี่สาวก็โดนกัน เราก็ เออ.. พระถูกตัวผู้หญิงได้ด้วยเหรอ แค่คิดในใจนะคะ เหมือนพระท่านจะรู้น่ะค่ะ ท่านก็ว่า เราไม่ได้คิดอะไร เราเป็นผู้ถือศีลบริสุทธิ์

ทำพิธีเสร็จตอนเช้าพอดีค่ะ แล้วก็ไปทำที่ร้านต่อ ทีนี้เอาศาลจีนไปตั้งค่ะ ท่านก็เลือกมุมได้ถูกต้องตรงตามที่ดูไว้จากในเน็ตน่ะค่ะ (แอบดูฮวงจุ้ยนิดนึง) ศาลจีนบ้านเราจะแปลกๆ ค่ะ เพราะนอกจากจะมีรูปปั้นเจ้าที่จีนแล้วนั้น ยังมีตายาย คนรับใช้หญิงชาย ฤาษี และก็ช้างม้าด้วยค่ะ พระท่านก็ว่ามีเขาอยู่ก็ต้องให้เขามีที่อยู่ทั้งหมด เราก็ไม่ว่าอะไรค่ะ คงเป็นวิธีของท่าน

ข้างร้านเรา เป็นทาวเฮ้าน์นะคะ คุณยายข้างๆ ร้านเสียไปหลายเดือนแล้วน่ะค่ะ แต่ที่บ้านเขาก็เอาโคมจีนมาแขวนไว้อยู่ ยังไมได้เอาไปไหน พระท่านก็ว่ารู้จักเขามั้ยบ้านเนี้ย ให้เขาเอาออกได้แล้ว เอาไว้อย่างนี้วิญญาณคนตายไม่ไปไหน แต่เราไม่กล้าบอกนะคะ แต่ดูเหมือนจะเป็นจริงอย่างที่พระท่านพูดน่ะค่ะ เพราะว่าพ่อสามี กับสามีเราเคยเห็นคุณยายข้างบ้าน และคุณตาสามีคุณยายไปทำงานที่อื่นนะคะ แต่เปิดไฟในบ้านไว้ทุกวัน เหมือนมีคนอยู่น่ะค่ะ (แอบหลอนนิดๆ)

เล่าข้ามไปตอนนึงนะคะ

ตอนที่ตั้งศาลพระพรหมที่บ้านเสร็จแล้วนั้น ท่านก็ถือขันน้ำมนตร์ไปทุกที่ในบ้านค่ะ พรมน้ำมนตร์ให้ ทีนี้ไปถึงห้องพระท่านก็ทำพิธีไหว้พระ จู่ๆ พี่สาวสามีที่ไหว้พระอยู่ก็เกิดอาการอีกค่ะ ทีนี้พี่สาวนั่งหลับตาขัดสมาธิแล้วก็แข็งไปเลย ที่บ้านก็ตกใจกันหมดว่าเป็นอะไร เราก็ตกใจ ปกติพ่อแม่สามี ก็ไม่เชื่ออาการที่ลูกสาวเป็นเหมือนที่เราไม่เชื่อล่ะค่ะ แต่อาการมาออกตอนที่พระกำลังทำพิธีอยู่พ่อแม่ก็เริ่มหวั่นๆ เหมือนกัน

พ่อก็พูดแบบน่าสงสารมาก ร้องไห้ทั้งพ่อแม่ และก็สามีเรา ให้ช่วยลูกสาวด้วย แม่ก็บอกว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ชอบบอกว่าเห็นผี และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เป็นมากจนต้องหยุดเรียนไปน่ะค่ะ ช่วงอยู่ ม.2 ระหว่างนั้นพี่สาวก็ยังคงนั่งนิ่งขัดสมาธิอยู่ตามเดิม

พระท่านก็ทำสีหน้าแบบว่ามันยาก เพราะพี่สาวไปรับมาเยอะแยะมากมาย ประเภทอะไรใครว่าดีเอามาหมด และตอนนี้ในร่างของพี่สาวก็ประมาณว่ามีคนมาผ่านเยอะ ระหว่างนั้นเราร้องไห้เลยแบบว่าสงสารในชะตากรรมของพี่สาวมาก

พระท่านก็หันมาบอกเราว่า ไม่ต้องร้องไห้ เดี๋ยวจะช่วยเอง แล้วท่านก็หันไปถามภรรยาของพี่ตรี (พี่ตรีพาภรรยามาด้วย ซึ่งเราเพิ่งเคยเห็นตัวจริงครั้งแรก พี่เขาหน้าตาดี แต่โทรมมาก ตาโหลลึกน่ากลัว) พระท่านถามภรรยาพี่ตรีว่าอะไรอยู่ในตัวพี่สาว ภรรยาพี่ตรีนั่งชันเข่าขึ้นมาข้างหนึ่ง แล้วก็ทำสีหน้าเนือยๆ แบบขี้เกียจตอบ แต่ก็พูดออกมาว่า “ไม่รู้ไม่ชี้” พูดเสียงเล็กๆ งึมงำอยู่ในลำคอ พระท่านพูดเหมือนว่าภรรยาพี่ตรีองค์ลงแล้ว

แล้วท่านก็หันมาคุยกับพี่สาวที่ยังนั่งหลับตาอยู่เหมือนเดิม ท่านก็ถามว่าเป็นใคร มาทำไม พี่สาวก็ไม่ตอบ ท่านก็ถามย้ำแล้วก็เอาแป้งในย่ามท่านออกมาทำพิธี แล้วก็เต็มไปที่หน้าผากของพี่สาว พี่สาวก็ร้องไห้ แต่ยังหลับตา ร้องเหมือนเสียงเด็ก น้ำตาไหล ร้องกระซิกๆ อยู่แบบนั้น เวลาพระถาม พี่สาวก็ตอบแต่เป็นเสียงงุงงิงฟังไม่เข้าใจ แต่ยังนั่งหลับตาเหมือนเดิมไม่ลืมตา

พ่อสามีจึงถามว่า พระท่านจะช่วยได้มั้ย เพราะที่เป็นทุกวันนี้พ่อแม่ก็ทุกข์ใจเหลือเกิน พระท่านทำสีหน้าหนักใจค่ะ และก็บอกให้พวกเราออกไปข้างนอกกันทุกคน ขอท่านอยู่กับพี่สาว 2 คนในห้องพระ แว่บหนึ่งตอนนั้นเราแอบคิดว่า “พระอยู่กับสีกา 2 ต่อ 2 ได้เหรอ” แต่ทุกคนก็เริ่มออกไปนะคะ เราก็ออกค่ะ แต่ออกมานั่งเฝ้าหน้าประตู เรารู้สึกไม่ดีอ่ะ แต่ตอนนั้นก็ประมาณ 6 โมงกว่าแล้วนะคะ สว่างแล้วล่ะ

ทุกคนก็ลงไปข้างล่างค่ะ มีแต่เราที่นั่งอยู่หน้าห้องพระ หูเราก็แนบประตูห้องพระเลยค่ะ คอยฟังเสียงเผื่อมีอะไรฉุกเฉินเราจะได้เปิดเข้าไปได้ แต่ก็ไม่มีเสียงอะไรค่ะ นานมาก เป็นชั่วโมงเลยค่ะ พ่อแม่ สามีก็ขึ้นมาดูบ้าง แต่เห็นเรานั่งอยู่ก็ลงไปกันค่ะ ให้เรานั่งเฝ้านั่นแหละ

ชั่วโมงผ่านไป พระท่านก็เปิดประตูออกมาค่ะ แล้วก็ให้เราเปิดไฟ คือในห้องพระจะปิดไฟทั้งหมด ปิดผ้าม่านด้วย มันเลยมืดน่ะค่ะ พอเปิดไฟ สภาพพี่สาวก็คือ แป้งเต็มหน้าเต็มตัวไปหมดเลยค่ะ บนหัวมีแป้งเป็นกระจุก และก็นั่งหน้าซีดๆ เซียวๆ แต่คุยรู้เรื่องแล้ว ทำท่าแบบเหนื่อยๆ
พ่อ แม่ และสามีก็ขึ้นมาค่ะ พระท่านก็บอกว่าหายแล้ว ต่อไปนี้ก็คงจะดีขึ้น พี่สาวก็ยิ้มๆ ค่ะ พระท่านก็ให้แม่กับพ่อเอาน้ำมนตร์ช่วยกันล้างหน้าล้างผมให้พี่สาว

จากนั้นเราก็มาที่ร้านค้ากันค่ะ ห่างจากบ้านประมาณ 2 กิโล พระก็ตั้งศาลจีนที่ร้านเสร็จ พ่อแม่ก็นิมนต์ท่านไปฉันเช้าที่บ้าน ท่านก็ว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวรีบกลับดีกว่าเพราะจะไปแวะหาคนรู้จักที่อื่นด้วย พ่อแม่ก็คะยั้นคะยอ เพราะเตรียมอาหารไว้เยอะเลย คนงานที่มากับพระจะได้กินข้าวเช้าด้วย ท่านก็ไม่ได้ สรุปว่าจะกลับ

ทีนี้ท่านก็ทักว่าที่ร้านเราอยู่ตรงกันข้ามกับต้นไม้ใหญ่ มีดวงวิญญาณเร่ร่อนอยู่ตรงนี้ 2 ดวงนะ และถ้าจะให้ร้านทำมาค้าขึ้นควรจะมีพระแม่ธรนีบีบมวยผม หรือพญานาคตั้งหน้าร้าน ถ้าจะทำท่านก็จะมาทำให้นะ

ทีนี้ก็เราก็ถวายซองค่ะ เพราะ 7 หมื่นที่ให้ไปนั้นท่านมีบิลออกมาให้ เป็นค่าศาล ค่าอาหารหวานคาวที่เอามาตั้งศาลทั้งหมด ยังไม่ได้รวมค่ารถที่มา ค่าแรงคนงานที่พระท่านจ่ายไปก่อน เราก็คำนวณแล้ว รถ 3 คันค่าน้ำมันรถมาก็เยอะอยู่ ไหนจะค่าจ้างเรามาขนอีก (ค่าจ้างรถคันละ 4 พัน) ก็เลยถวายท่านไป 2 หมื่นค่ะ

ก่อนท่านจะกลับท่านก็บอกกับพี่สาวสามีว่า ไม่ต้องไปเมืองนอกหรอก อยู่เมืองไทยก็หาเงินได้ (พี่สาวให้ท่านดูว่าอยากไปทำงานเมืองนอกจะได้ไปหรือเปล่า) พี่สาวก็ตอบว่า “จะไป” ท่านก็ว่าอยากได้เงินเท่าไหร่ ท่านจะหาให้ พี่สาวก็ตอบว่า “หาเองได้ และอยากไปเมืองนอก” คือพูดโต้ตอบกันไปมา แต่พี่สาวใช้คำพูดและกิริยาที่เปลี่ยนไป เหมือนไม่อยากคุยกับพระ เหมือนถือดี เราก็งงๆ เพราะตอนเช้านั้นยัง “หลวงพ่อเจ้าค่ะเจ้าขา” อยู่เลย
พระท่านก็กลับไปไม่มีอะไรเกิดขึ้นค่ะ ที่บ้านพ่อแม่สามีก็ปลื้มใจกันเพราะศาลสีทองสวยมาก

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน เรานั่งกินข้าวอยู่ในครัวกับสามี หมาที่บ้าน เป็นพันธุ์ปอมตัวเล็กนิดเดียวค่ะ มี 2 ตัว ตัวผู้จะขี้อ้อน แต่ตัวเมียจะดุ จะไม่ชอบเด็ก แต่กับเราเขาก็ยอมให้อุ้มปกติ หมาทั้ง 2 ตัวนี้เลี้ยงมา 15 ปีแล้วนะคะ เขาไม่เคยเห่าเราเลยสักครั้ง ระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่น่ะค่ะ ตัวผู้ที่ขี้อ้อน เขาเข้ามาในครัว มองหน้าเราแล้วก็เห่าๆๆๆๆ เห่าใหญ่เลยค่ะ

เราก็มองหน้าสามี แบบรู้สึกแปลกมากๆ ก็ถามว่า “มันเห่าทำไมอ่ะพี่” คือ งง เขาก็เห่าไม่หยุด ทั้งเห่าทั้งขู่เรา จนเราต้องไล่ไปเลยล่ะ  เราก็คุยกับสามีว่า “มันเห็นอะไรหรือเปล่า” แต่ก็ไม่มีคำตอบนะคะ เพราะไม่รู้นั่นแหละ

จากนั้นเราก็กลับมาแปดริ้วกันค่ะ ก็เล่าให้เจ้านายฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง พี่ตรีก็คอยมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง พ่อแม่ชอบศาลมั้ย เราก็ว่าดี ดีทุกอย่างนั่นแหละ แต่... ไม่จบแค่นั้นค่ะ

ผ่านมาอีกไม่กี่วัน พี่สาวก็โทรมาหา พี่สาวกลับมากรุงเทพฯ หลังเราไม่กี่วัน พี่โทรมาเล่าเรื่อง ‘พระ’ พี่เรียกพระว่า ‘มัน’

เราก็งงค่ะ อะไรหว่า จู่ๆ พี่สาวก็เรียกพระว่า ‘มัน’





ผู้สนับสนุน
พี่สาวก็เล่าเรื่องในห้องพระวันนั้นให้ฟังค่ะ นี่คือเรื่องราวในห้องพระ หลังจากที่พวกเราออกมาทั้งหมดแล้วนะคะ  แทนตัวพระว่า ‘มัน’ นะคะ เพราะหากใช้คำว่า ‘พระ’ อาจจะตะขิดตะขวงใจ

มันให้พี่สาวนอนลง ในห้องมืดทั้งหมดไม่ได้เปิดไฟ เวลาประมาณ ตี5 เกือบจะ 6 โมงเช้า แล้วมันก็เอาแป้งทาไปตามใบหน้าของพี่สาว ตั้งแต่หัวจนถึงเท้า จากนั้นก็เริ่มจับและลูบไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เริ่มจาก ‘หน้าอก’ พร้อมกับถามว่ารู้สึกอะไรบ้าง พี่สาวไม่ตอบ มันก็จับต่อ จับ บีบ เคล้น พี่สาวก็นิ่ง แล้วมันก็จับ ‘อวัยวะเพศ’ พี่สาวก็นิ่ง มันก็บี้ (จขกท มีสามีแล้วนะคะ ใครไม่มีก็นึกเอาล่ะกัน) มันบี้ บด ขยี้ ตรงยอด พี่สาวก็ยังนิ่ง มันถามว่ารู้สึกอะไรบ้าง พี่สาวก็นิ่งอีก มันก็บี้อยู่แบบนั้นจนเช้านั่นแหละ 1 ชั่วโมงผ่านไป ถึงได้ออกมาตามเราเข้าไปข้างใน

เราฟังแล้วจะเป็นลม ฟังไปแบบ นี่มันอะไรกันวะ มันเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวเรา เราก็ถามพี่สาวว่า ทำไมไม่ร้องเรียกเรา เราก็นั่งอยู่ตรงหน้าห้องนั้นแหละ พี่สาวตอบเราว่า (สลบแป๊บ) “กำลังกำหนดจิตอยู่ ไม่ให้หลงไปในกิเลสที่เขาสร้างให้” เราก็ “โอ้ย!! พี่ทำแบบนั้นทำไม ทำไมไม่ร้องเรียกหนู” อาการปวดหัวกำเริบยิ่งกว่าเดิม นี่กรูกำลังเจอกับอะไรว่ะเนี้ย

สรุปที่พระคุยกับพี่สาวที่ร้านของเราก็คงจะรู้กัน เรื่องที่พี่สาวอยากไปเมืองนอก และพระถามว่าอยากได้เงินเท่าไหร่ พระหาให้ได้ เราเพิ่งถึงบางอ้อตอนนี้แหละ สรุปคือ เรากำลังเผชิญหน้ากับ พระจำพวกหนึ่งที่อาจจะร่วมประเวณีกับสีกาได้ อย่างนั้นเหรอ พระตัวเป็นๆ ที่กำลังเรียกร้องให้พี่สาวเราไปหา

พี่สาวเรากลัวว่า พระมีวิชาอาคม อาจจะทำให้เขาลุ่มหลง หรืออาจทำอะไรไม่ดีมาใส่ที่บ้านเรา เพราะเขารู้จักบ้านเราทุกหลัง
เราเริ่มคิดหนัก เพราะพี่ตรีเป็นคนพาพระมาหาเรา แต่ภรรยาพี่ตรีก็น่ากลัวจริงๆ ด้วย พี่ตรีก็คอยโทรมาถามตลอดว่าเป็นยังไงบ้าง จะกลับบ้านเมื่อไหร่

เราเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาสามี สามีบอกว่า มันผิดที่คนของเรา คือพี่สาวทำไมไม่ร้อง ไม่ใช่ไม่มีสติ พี่สาวรู้ตัวทุกอย่างตั้งแต่นั่งนิ่งขัดสมาธิแล้ว รู้ทุกอย่าง ได้ยินทุกอย่างที่พ่อแม่ สามี และเราพูดคุยกับพระ แต่ไม่ยอมพูด ไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเอง เรียกได้ว่า “บ้า” มัวแต่กำหนดจิตอยู่ เพราะหลงว่าตัวเองมีองค์มีของ เลยจะใช้ของที่ตัวเองมีสู้กับพระ จนมาถึงได้อยู่กับพระสองคน เขามาจับ ลูบคลำก็ต้องร้องเรียกให้คนช่วย ที่ไม่เรียกไม่ใช่ว่า เขาสะกดหรือมีของอะไรทำให้ไม่พูด แต่เป็นเพราะพี่สาวคิดว่าตัวเองก็มีของดี จึงกำหนดจิตต่อต้านไม่ให้มีอารมณ์ร่วม (เวรของใครล่ะ) สามีก็ด่าพี่สาวตัวเองนั่นแหละ เพราะถึงพระเป็นมิจฉาชีพจริง เราก็ต้องมีสติที่จะคิดได้ ไม่ใช่คิดไปอีกทางว่ามีวิชาแก่กล้ากว่าพระ

สรุปเราต้องเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาเจ้านาย จะทำยังไงดี จะแก้ไขยังไง ที่บ้านก็ตั้งศาลไปแล้ว พ่อแม่ก็กำลังปลื้มกับศาลสวยงาม มีความสุข ได้ไหว้ศาล ได้ขึ้นดอกไม้ธูปเทียน

เจ้านายจึงบอกว่า พระรูปนี้ มีของจริงๆ แต่เป็นไสยดำ เพราะเจ้านายเอาของที่ได้มาทั้งหมด ทั้งตะกร้าไปให้พราหมณ์ที่มาตั้งศาลให้ที่โรงงานดู พระมีวิชาเยอะ แต่ไม่ใช่ทางพุทธคุณ และสิ่งที่ได้จากเขาก็จะเป็นอวิชชาแทบทั้งนั้น เราก็ถามว่าแล้วเขาทำแบบนั้นกับพี่สาว ของเขาจะไม่เสื่อมเหรอ เจ้านายก็บอกว่า เขาเป็นไสยดำ ทำแบบนี้ของเขาไม่เสื่อมหรอก มีแต่จะยิ่งแข็งมากขึ้น ทั้งผ้าเหลืองที่สวมใส่ก็เป็นเพียง “ชุดพระ” เท่านั้น

เราอยู่ไม่เป็นสุขเลยช่วงนั้น เพราะกำหนดย้ายบ้านก็มีแล้ว แล้วจะทำยังไงกัน กลัวไปหมด ทั้งกลัวสิ่งที่อยู่ในศาล ทั้งกลัวพ่อแม่สามีรู้เรื่อง เพราะพระนี้เราเป็นคนหามา เป็นคนชักสิ่งไม่ดีเข้าบ้าน สุดกลุ้มเลย

เจ้านายก็บอกว่า สิ่งที่เขาเรียกมาอยู่ในศาลก็เป็นสิ่งสมมติ หากเราคิดดีทำดี ท่านก็ต้องดีกับเรา เราก็สบายใจไปเปราะหนึ่งนะ แต่ยังไม่หมด

เราก็กลับไปถามพี่คนเดิม ที่เราปรึกษาเรื่องไม่สบายตั้งแต่ครั้งแรก พี่ท่านนี้รู้จักพราหมณ์ที่ทำพิธีในมหาราชวัง และมักจะไปร่วมงานบุญใหญ่ๆ เสมอ พี่ท่านนี้นับถือแม่ชีท่านหนึ่งที่ผู้คนเลื่อมใสมากในภาคเหนือ

พี่เขาเลยไปแม่ชีดูให้ สรุปก็คือ พระเรียกวิญญาณที่อยู่ในบ้านของเราขึ้นศาลจริง แต่ขึ้นไปอยู่ในศาลกันหมดทุกคนค่ะ อยู่กันแบบแออัดมาก แบบว่ามีวิชาจริงนั่นแหละ ไม่ได้หลอกลวง วิญญาณที่อยู่ในบ้านเรามีที่อยู่ แต่วิญญาณด้านนอกไม่ใช่ เพราะวิชาที่ใช้นั้นคือ การกำราบ แบบว่า ห้ามมายุ่งกับคนบ้านนี้ ถ้ามายุ่งเจ็บตัวแน่ เราก็นึกไปถึงที่พระท่านพูดไว้ก่อนจะกลับ ว่าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่มีผีที่ไหนมาทำร้ายคนบ้านนี้ได้หรอก ถ้ามาก่อกวนเจอดีแน่

ทีนี้ปัญหาคือ การกำราบผีรอบบ้าน ไม่ใช่วิธีที่ดี มันกลายเป็นว่าถ้าเราอยู่ในเขตบ้านตัวเองจะปลอดภัย แต่ถ้าออกนอกบ้าน หรือเป็นในช่วงดวงตก ผีนอกบ้านก็จะทำอันตรายได้ จำตอนที่เราบอกครั้งแรกได้ใช่มั้ยคะ ว่าระหว่างทำพิธี หมาหอนทั้งหมู่บ้านน่ะค่ะ คือวิญญาณรอบๆ เขารับรู้กันหมด เรานี่ผวาเลย ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่แต่ในบ้านนะ

เราก็ถามวิธีการแก้ค่ะ พี่เขาก็ว่า ผีก็เหมือนคน ใครทำดีก็ดีด้วย สิ่งที่ทำผิดไป อาจทำให้เขาเจ็บปวดเราก็ต้องขอโทษค่ะ เขาต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเลย สิ่งที่เราทำไปก็เหมือนเราไม่รู้

ส่วนเรื่องศาลที่ตั้งไปแล้วเราก็ถามว่าจะเอายังไง พราหมณ์ที่เป็นเพื่อนของพี่เขาก็บอกว่า จริงๆ แล้วมันไม่ถูกหลักเลย ที่เราตั้งพระพรหมไว้ที่บ้าน บ้านคนไม่จำเป็นต้องมีศาลพระภูมิด้วยซ้ำ ถ้าตรงนั้นไม่มีพระภูมิอยู่ มีเพียงศาลเจ้าที่ก็พอ

สิ่งที่ควรทำคือ ต้องรื้อค่ะ แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเพิ่งตั้งจะรื้อได้ไง แถมพ่อแม่สามีก็ไม่รู้อะไรด้วย ถ้ารื้อนี่เรื่องใหญ่

ก็เลยสรุปเหมือนกันคือ ไปจุดธูปบอกท่านเหล่านั้นว่าเราไม่รู้ เราไม่ได้ตั้งใจ ส่วนพระพรหมนั้นท่านก็เมตตามนุษย์ค่ะ ถ้าเราทำดีท่านก็ย่อมให้พร
เราก็เลยตามเลยค่ะ ทำอะไรไม่ได้ ก็กลับมาบ้านที่ขอนแก่น แล้วก็จุดธูปบอกศาลที่บ้าน ศาลที่ร้าน และไหว้กลางแจ้งนอกบ้าน บอกวิญญาณนอกบ้านว่าเราไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพวกเขา สิ่งที่ทำไปให้อภัยพวกเราด้วย และขอให้ช่วยปกปักษ์รักษา

บอกตรงๆ ว่าตอนย้ายไปอยู่ใหม่ๆ เรากลัวมาก โดยเฉพาะรูปปั้นตายาย และฤาษีที่ร้านเรา ที่อยู่ในศาลจีน เวลาเราไหว้เราไม่กล้ามองตารูปปั้น แต่ตอนนี้อยู่มา 2 ปีกว่าแล้วค่ะ

เรากับสามีจะหมั่น ทำบุญไหว้พระ และทุกครั้งที่ไปทำบุญเราจะแผ่เมตตาให้เจ้าที่ในบ้านเราทุกครั้ง ให้พวกท่านได้รับบุญจากพวกเรา แม้จะมองไม่เห็นแต่เราเชื่อว่าพวกท่านมีอยู่จริงนะคะ ทุกวันนี้เรากล้ามองตารูปปั้นแล้วค่ะ และเราอาจอุปทานไปเองก็ได้ว่า ดวงตานั้นสื่อถึงความเมตตาค่ะ

พี่ตรีจะหมั่นโทรคุยกับเราเสมอ สอบถามเรื่องกิจการว่าเป็นยังไงบ้าง ทำแล้วดีมั้ย พระท่านดีอย่างนั้นอย่างนี้นะ เราก็ได้แต่ตอบว่าดีค่ะ ไม่กล้าพูดอะไรที่มากกว่านี้ เพราะเราไม่รู้ว่าภรรยาของพี่ตรีจะถูกทำอะไรแบบที่พี่สาวโดนมาหรือเปล่า พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ เพราะคนนับถือก็ยังนับถืออยู่ดี ถ้าไม่เจอเหตุการณ์แบบครอบครัวเราก็คงไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มีอยู่จริง

ถามว่าพระเป็นมิจฉาชีพมั้ย อยากรู้ใช่มั้ยค่ะ เราคิดว่าเป็นค่ะ เพราะพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น เราก็เอาบิลที่พระให้ตอนตั้งศาลมาดู ค่าข้าว 200 (ข้าวสวย 2 ถุง ถุงละ 5 บาท) ค่ากับข้าว 800 (กับข้าว 4 อย่าง ถุงละไม่น่าเกิน 30) ขนมหวานจำพวกถ้วยฟู ขนมที่ใช้ไหว้ศาลน่ะค่ะ อย่างละ 200 (คงถุงละ 20 บาทค่ะ) กล้วย ผลไม้อื่นๆ อย่างละ 200-300 บาท ค่าบายศรีพลาสติกหลายอย่างมากแพงๆ ทั้งนั้น แพงกว่าราคาตลาด 10 เท่าอ่านเรื่องผี ไสยดำ ได้ที่ pheex3 สรุปแล้วราคาที่จริงอาจจะมีแค่ศาลเท่านั้น แต่หากฟังจากพี่ตรีว่าท่านรับตั้งศาล ท่านก็ต้องซื้อมาในราคาที่ถูกกว่านั้นอีก สรุปค่าใช้จ่ายที่พระซื้อจริงอาจจะแค่ 3 หมื่น นอกนั้นเมคตัวเลขขึ้นมาทั้งหมด เราเลยนึกไปถึงพี่ตรีว่าพี่เขาแนะนำว่าท่านดีแบบนั้นดีแบบนี้ และของที่พระซื้อมาพระก็ไม่ได้เอากำไรเลย บิลออกมาเท่านั้นก็พระก็ให้เราเท่านั้น คือพี่ตรีพูดเรื่องนี้บ่อยจนเรารู้สึกว่ามันผิดปกติ แต่เราก็ไม่ได้ไปดูนะจนเกิดเรื่องถึงได้ไปดู

รวมๆ แล้ว เราคุยกับสามี เราคงถูกเขาหลอกเป็นกระบวนการนั่นแหละ แต่พระท่านก็มีวิชาจริงๆ เพียงแต่ มันคนละทางกับที่บ้านเรานับถือเท่านั้น เราเลื่อมใสพระพุทธศาสนา แต่ก็ยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติด้วย ไม่คิดว่าสิ่งที่เราคิดเราทำจะกลายเป็นเหยื่อให้กับคนจำพวกนี้

เรื่องนี้มันอาจไม่มีผี ออกมาให้เห็นนะคะ แต่มันก็เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับเราล่ะ หมาที่บ้านน่ะ เป็นหมาของพี่สาว เขาคงมาเห่ามาขู่เราเพราะเราพาพระมาบ้านแหละค่ะ สัตว์น่าจะมีสัมผัสในด้านนี้ดีกว่าคน แต่หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่เคยเห่าเราอีกนะ อยู่กันมาตอนนี้จะ 18 ปีแล้ว ตัวเมียเพิ่งตายไปค่ะ เหลือแต่ตัวผู้ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาเห่าเราเลยล่ะ

ส่วนพี่สาวก็ยังอยู่ในวังวนเหมือนเดิมค่ะ ยังไปสำนักโน้นนี้อยู่ตลอด แต่สามีก็พยายามดึงๆ ให้อยู่กับพระให้มากที่สุด เวลาพี่สาวไปทำบุญวัดไหน หรือไปบวชชีพราหมณ์ที่ไหน สามีกับที่บ้านก็จะตามไปดูว่า สถานที่นั้นเป็นอย่างไรบ้าง คอยดูอยู่ห่างๆ แต่ห่วงๆ

ถ้าถามเราว่า พี่สาวมีองค์จริงมั้ย เราไม่รู้นะ แต่เรารู้ว่าลักษณะของคนแบบนี้แหละมีบุญ รูปกายงดงาม จัดพานบายศรีได้สวยมาก ร้อยมาลัยก็ได้ ทำอะไรที่เกี่ยวกับงานบุญทำได้ดีไปหมด เพียงแต่ว่าสติไปๆมาๆ เท่านั้นค่ะ อาจเป็นเศษกรรมที่ต้องมาใช้กันไป แต่เขาก็ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครอ่ะนะ

ศาลที่บ้านยังคงอยู่ดีนะคะ พ่อ แม่ พี่สาว ช่วยกันดูแลค่ะ ถือเป็นความสุขของพ่อแม่ มีที่พึ่งทางใจ

ฝากเตือนถึงทุกคนนะคะ ไสยศาสตร์มีจริงค่ะ เพียงแต่เราจะเจอแบบไหนเท่านั้น และมิจฉาชีพก็มีอยู่จริง หากไสยศาสตร์และมิจฉาชีพมาอยู่ร่วมกัน ก็คงจะมีคนอย่างเราตกเป็นเหยื่ออีกค่ะ จะอย่างไรก็ฟังเรื่องของครอบครัวเราไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ



ผู้สนับสนุน

อ่านลืมกดไลค์เพจ >> https://www.facebook.com/pantipghosts/ นะ จะได้ไม่พลาดเรื่องหลอนใหม่ๆ กัน

เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ ไสยดำ ของคุณ นางคุ้ม


ไสยดำ ไสยดำ Reviewed by Nobibi on กันยายน 07, 2561 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.