[ประสบการณ์จริง] ทางกลับหอ

ทางกลับหอ

ทางกลับหอ
[ประสบการณ์จริง] ทางกลับหอ

มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับผมเมื่อปีที่แล้วครับ ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกับตัวเอง เริ่มเลยนะครับ

สี่โมงเย็น..หลังเลิกเรียน ในฤดูหนาวดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวลับขอบฟ้าเร็วกว่าปกติ ท้องฟ้าเริ่มเป็นสีม่วง เสียงเพื่อนนักเรียนส่งเสียงดังจากสนามบอลชวนให้ผมรีบเข้าไปร่วมทีมเพื่อแข่งกับห้อง19 ใจหนึ่งผมก็อยากเข้าไปร่วม แต่ว่าใจหนึ่งผมอยากกลับหอไปนอนพัก เพราะพึ่งผ่านการสอบอันแสนยากมา ทั้งที่ขากำลังจะก้าวเข้าไปในสนาม แต่สมองกลับสั่งให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ผมตัดสินใจลากตัวเองเดินกลับหอไปอย่างไม่ลังเล
....ตึกร้างสีขาวหลังเก่าตั้งตระหง่านข้างต้นไม้สูงที่แผ่กิ่งก้านออกกว้างทำให้มืดทั่วบริเวร อยู่ท่ามกลางหญ้าที่ขึ้นรกเลยเข่า เสียงแมลงร้องดังระงมทั่วพื้นที่ มันเป็นสถานที่ที่ผมต้องเดินทางผ่านทุกวันทั้งเช้าและเย็นเพราะมันเป็นทางไปโรงเรียนที่ใกล้ที่สุด สายลมพัดเอื่อยๆสัมผัสผิวกาย ความเย็นทำให้รูขุมขนรีบปิดกระชับประสานกับขนแขนที่ตั้งรับความอึดอัดอย่างรวดเร็ว ผมเดินมาได้สักพักกล้ามเนื้อบริเวณขาเริ่มล้าอีกครั้ง ไม่ทันได้คิดเท้าผมก็ฟาดเข้ากับกระป๋องโค้กข้างถนนเข้าไปตรงบริเวณศาลพระภูมิในตึกร้าง เพ้ง! เสียงดังสะท้อนกลับมาทำหูผมอื้อ
บรรยากาศในตอนนี้เริ่มไม่มีแสงจากดวงอาทิตย์ มีเพียงแสงจากหลอดไฟข้างถนนที่มีเป็นระยะๆให้พอมองเห็นทางเดิน




ผู้สนับสนุน

ตอนนั้นมีเพียงเสียงของแมลงและสุนัขที่ส่งเสียงเห่าหอน ถนนเส้นนี้ไม่ค่อยมีคนผ่าน จำได้ว่าตั้งแต่ผมย้ายโรงเรียนมาเรียนที่นี่ใช้เส้นทางนี้ทุกวันก็ไม่ค่อยเห็นคนผ่านไปมา ก็ทางมันไม่ดี เป็นหลุมขรุขระ รถที่ไหนจะมาวิ่ง เดินมาได้สักพัก ผมก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่ชุดไทยยืนอยู่ข้างต้นไม้ริมทาง ใจผมเริ่มชื้นอย่างน้อยก็มีพี่สาวที่อยู่แถวนี้ ทำให้ความรู้สึกอึดอัดลดน้อยลง ผมเริ่มสาวเท้าเดิมเข้าใกล้พี่สาวทุกที สายลมในตอนนั้นพัดชายสไบสีทองของพี่ลากไปกับพื้นถนน ผมตะโกนบอกพี่สาวว่า "พี่ครับสไบพี่ลากดินเปื้อนหมดแล้วครับ" ผมหยุดยืนพูดกับพี่สักพัก แต่พี่สาวกลับเอาแต่ก้มหน้าไม่พูดจาสักคำ ผมเหลือบเห็นแขนของพี่สาวข้างขวาผิวของพี่เนียนละเอียดแต่แขนข้างซ้ายมีเพียงกระดูกข้อต่อและแขนท่อนบน ผมถามต่อด้วยความหวังดี "มีไรให้ช่วยไหมครับ" พี่สาวก็ไม่ตอบอะไรกลับมา ผมจึงตัดสินใจสาวเท้าเดินต่อไปเพื่อให้ถึงหอพักสักทีเพราะนี่มันเริ่มค่ำมากแล้ว
....เสียงเปิดก๊อกน้ำดังไปทั่วห้อง น้ำจากฝักบัวสาดเข้าที่หน้า ความเย็นของน้ำทำให้ผมสดชื่นขึ้น ผมรีบหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ด โดยไม่ถูสบู่หรือทำอะไรทั้งสิ้น ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เพียงปล่อยให้แรงโน้มถ่วงพาผมลงนอนกับเตียงที่แสนนุ่ม

.... ปังปังปัง!.. เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทำผมตื่นขึ้นมาพร้อมความสลึมสลือ จอโทรศัพท์บอกเวลาห้าทุ่มสามสิบเจ็ดนาที ด้วยความชินกับห้องนอนของตัวเอง ผมตรงไปเปิดประตูโดยไม่ได้เปิดไฟสักดวง เพราะไม่ได้หวังจะต้อนรับใครในเวลานี้อยู่แล้ว มีเพียงแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างหอลอดผ่านช่องลมเข้ามา เพียงประตูเปิดอ้าออก สายลมพัดเข้าหน้าผมอย่างจัง พร้อมกลิ่นธูปที่โชยมาเตะจมูก แต่หน้าห้องกับมืดสนิท ว่างเปล่ามีเพียงเงาของถังขยะที่วางตรงมุมทางเดิน ด้วยความง่วงผมจึงกลับมานอนต่อ ....เตียงของผมมีเพียงหมอนหนึ่งใบที่เหลืออยู่ ทั้งที่เป็นฤดูหนาวและเมื่อกี้ผมยังนอนซุกผ้าห่มผืนหนาแน่น แต่ผมไม่สนอะไรทั้งนั้น ถ้าไม่นอนตอนนี้ผมต้องตายให้ได้แน่ๆ ผมล้มตัวลงนอนหลับตาลงเหลือเพียงควมมืดที่อยู่หลังเปลือกตา ...พัดลมบนเพดานเริ่มหมุน เสียงมอเตอร์เริ่มดังสะท้อนห้อง ลมพัดลงที่ตัวผมทำผมหนาวสั่น ตอนนี้กลิ่นธูปเริ่มลอยไปทั่วห้องโดยผมไม่รู้ว่ากลิ่นมาจากไหน

... ก๊อกน้ำอ่างล้างมือในห้องน้ำเริ่มเปิดอีกครั้ง เสียงประตูห้องน้ำที่ทำจากพลาสติกถูกเปิดออกอย่างแรงกระทกกับกำแพง เสียงเท้าคนเดินออกมาจากห้องน้ำ จะเป็นใครกันเพราะผมพักในห้องนี้คนเดียว ผมคิดในใจ ตอนนี้ผมตัวเริ่มสั่นแรงขึ้น ทำอะไรไม่ถูก ผมไม่รู้ว่าผมหนาวหรือผมกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เงาของหญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำพร้อมคำพูดกับน้ำเสียงราบเรียบที่แผ่วเบา

"ขอบคุณที่เปิดประตูรับ"

เธอเดินเข้ามาเรื่อยๆและนั่งลงปลายเตียงมุมซ้าย หันหลังให้ผม สไบสีทองที่เปื้อนดินตอนนี้กองอยู่บนเท้าผม ถึงสมองของผมยังทำงานอยู่แต่ตอนนี้ร่างกายผมไม่ตอบสนองใดๆทั้งสิ้น หัวใจเต้นเร็วชนกับซี่โครงแรงจนรู้สึกได้
.... เธอเริ่มลุกขึ้นอีกครั้งและค่อยๆหันหน้ามาทางผม แขนซ้ายของเธอมีเพียงท่อนบนและกระดูกข้อต่อเหมือนหญิงสาวที่เห็นตอนเย็น ตอนนี้ผมเห็นหน้าเธออย่างชัดเจน ผมดึงหมอนมาอุดปากเพื่อไม่ให้เสียงกรีดร้องดังออกมา ผมม้วนตัวไปกับผ้าปูที่นอนหวังไม่อยากเจอกับเหตุการณ์นี้อีก ในตอนนี้ผมคิดได้เพียงเท่านี้ ผ้าปูโดนกระชากออกอย่างแรง เธอเริ่มก้าวขึ้นมาบนเตียงและยืนอยู่ตรงหน้า ขณะที่ผมนอนสั่นอย่างเสียสติ

....เธอกรีดร้องทั้งน้ำตา "ทำร้ายกูทำไม" เธอตะคอกผมด้วยเสียงแหลมและแหบพร่าพร้อมของเหลวกลิ่นคาวที่กระเด็นออกมากจากปาก เธอพูดซ้ำๆ "ทำร้ายกูทำไมๆๆ" ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าผมทำอะไรผิด ภาพผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้แทบไม่เหลือเค้าเดิม ใบหน้าเธอเขียวซีด มีเพียงตาขาวกับเส้นเลือดฝอยที่จ้องมองผมและพูดซ้ำคำเดิมอย่างไม่หยุด ชุดไทยสีทองชุ่มไปด้วยของเหลวสีแดง เลือดหยดลงมาตรงกระดูกข้อต่อบนแขนข้างซ้าย สมองผมเบลอไปหมด หัวใจผมแทบเต้นผิดจังหวะ แล้วอยู่ๆโลกใบนี้ก็มืดไป
...แสงแดดอ่อนๆในตอนเช้าส่องผ่านช่องลมเข้ามาแทนแสงนีออนของเมื่อคืน ผมสะดุ้งและสำรวจรอบห้องอย่างระแวง ผ้าห่มผืนหนากองบนพื้นตรงปลายเตียง ผ้าปูที่นอนยับจนไม่อาจทำให้เรียบได้ พัดลมบนเพดานค่อยๆหยุดหมุน เสียงน้ำยังหยดกระทบกับน้ำที่ล้มอ่างล้างมือเป็นระยะๆ มีรอยเท้าเปื้อนโคลนขนาดเล็กกว่าเท้าของผมเป็นทางออกมาจากห้องน้ำ มันเป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อคืนมันเกิดขึ้นจริง
....ผมรีบเช็ดรอยเท้าและรีบอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน..... ผมมาเรียนด้วยสภาพดูไม่ได้ สายตาเหม่อลอยไม่มีจิตใจจะเรียน เหตุการณ์เมื่อคืนยังฉายซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวอย่างชัดเจน หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จผมและเพื่อนนั่งล้อมวงคุยกันเล่นตามประสาเด็กมัธยม ผมตัดสินใจเล่าเรื่องที่เกิดตั้งแต่หลังเลิดเรียนเมื่อนวานจนเหตุการณ์จบให้เพื่อนฟัง ก้าวเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นกับเหตุการณ์ที่ผมเตะกระป๋องเข้าไปบริเวณศาลพระภูมิใกล้ตึกร้างว่าอาจมีอะไรผิดปกติ
....หลังจากกล่าวขอบคุณคุณครูประจำวิชาคาบสุดท้ายของวันนี้ ผมกับเพื่อนอีก2คน ก้าว และปอ พายกระเป๋าและรีบไปยังจุดเกิดเหตุ เราได้ประชุมกันในคาบฟิสิกส์แล้วว่าเราจะไปดู ....เดินมาสักพักก็ถึงรั้วของตึกร้างหลังเก่า บรรยากาศตอนเย็นในฤดูหนาวมันทำให้วังเวงอย่างบอกไม่ถูก เราเริ่มก้าวเท้าปีนรั้วที่มีเถาวัลย์ขั้นเกาะอย่างไม่รอใครตัดริบบิ้น เท้าสองข้างค่อยๆกระโดดลงเหยียบพื้นที่ภายในรั้ว เราเดินแหวกดงหญ้าที่ขั้นรกปราศจากคนดูแล ยอดหญ้าเริ่มเอนไปตามสายลมที้พัดเอื่อยๆ พวกเรา3คนเงียบไม่มีใครเอ่ยปาก ทำให้บรรยากาศดูอึมครึม

ปอเริ่มเอ่ยปาก หวังเปลี่ยนบรรยากาศให้ไม่อึดอัด

"พวกจะเงียบทำไม นี่เรามาเดินเล่นนะ ไม่ได้มาหาผี"

ก้าวเพื่อนที่เดินนำหน้าหันมาตบปากเจ้าของคำพูดอย่างจัง พร้อมทำสัญญาณให้หุบปาก ตอนนี้เราเดินเข้ามาใกล้ตัวตึกร้าง และศาลพระภูมิที่อยู่ใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ ผมเหลือบเห็นกระป๋องโค้กสีแดงอยู่ข้างศาลพระภูมิ มีลักษณะบุบเบี้ยวคงเป็นเพราะโดนเท้าผมฟาดเข้ามาเมื่อวาน ก้าวเริ่มสะกิดแขนผมและชี้ให้ดูบางอย่างในศาลพระภูมิ มันเป็นเป็นตุ๊กตานางรำใส่ชุดสีทองที่นอนล้มอยู่ และแขนซ้ายท่อนล่างหักตรงข้อต่อแขนพับ ลักษณะเหมือนหญิงสาวที่ผมเห็นเมื่อคืน หัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ  สักพัก ปอก็พูดขึ้นกับน้ำเสียงเซ็งๆ "ฝนไรมาตกตอนนี้วะ" ทุกคนทำหน้างงและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า




ผู้สนับสนุน

.... ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นใต้ต้นก้ามปูต้นใหญ่ที่บดบังแสงสว่างสุดท้ายของวัน เงาของกิ่งก้านก้ามปูทำให้ในบริเวณมีความมืด หลังจากที่ปอพูดถึงฝนที่ตกลงมา เราก็งงและหันขึ้นไปมองที่มาของฝนบนฟ้า ....สไบสีทองถูกปล่อยลงมาปลิวสไวกับสายลม หญิงสาวนั่งบนกิ่งไม้ห้อยขาแกว่างไปมาช้าๆ พร้อมเลือดสีแดงค่อยๆหยดลงมาตามปลายเท้ากระทบกับหน้าผากผม ทำให้สัมผัสถึงความอุ่นและคาวของเลือด ผมของเธอยาวลงมาถึงหลังโดนลมพัดปลิวเบาๆ เธออ้าปากกรีดร้องสลับกับหัวเราะเสียงแหลมแล้วหยุด เธอก้มหน้าลงจ้องผมด้วยสายตาที่โกรธแค้นแบบไม่มีวันให้อภัย พวกเราต่างทำอะไรไม่ถูกมือไม้สั่นไปหมด ก้าวมีสติสุดเริ่มสาวเท้าวิ่ง และผมกับปอก็วิ่งตามออกมาจากบริเวณนั้นอย่างไม่คิดชีวิต
....ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมหญิงสาวถึงตามผมมา แล้วที่เธอตะคอกผมเมื่อคืน ว่าผมทำร้ายเธอทำไม เพราะผมทำเธอแขนหัก แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ และตอนนี้ผมไม่รู้จะทำยังไงดี ....ผมไม่เคยเดินผ่านและใช้เส้นทางนั้นอีกเลย... แต่ทุกวันนี้กลิ่นธูปยังคงติดจมูกผมอยู่ตลอดเวลา..เธอยังคงอยู่กับผม

เครดิตเรื่องเล่าจากกระทู้ [ประสบการณ์จริง] ทางกลับหอ ของคุณ สมาชิกหมายเลข 3201483

[ประสบการณ์จริง] ทางกลับหอ [ประสบการณ์จริง] ทางกลับหอ Reviewed by Nobibi on พฤษภาคม 23, 2562 Rating: 5
ขับเคลื่อนโดย Blogger.